Sunday, July 20, 2008

คณะอนุกรรมการประสานงานต่างประเทศเดินทางดูงานประเทศมาเลเซีย ภาค ๑

ได้มีโอกาสจาก กพร.ทร. ให้ร่วมเดินทางกับคณะอนุกรรมการประสานงานต่างประเทศ (อปต.) ในคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ ที่มี ผบ.สส. เป็นประธานฯ เดินทางไปประเทสมาเลเซีย เพื่อรวบรวมข้อมูลมาจัดทำยุทธศาสตร์ ๔ ด้าน เพื่อการปฏิบัติการจิตวิทยา เส้นทาง สุวรรรภูมิ - ปีนัง - คาเมรอน ไฮแลนด์ - กัวลาลัมเปอร์ - บุตตราจายา - สุวรรรภูมิ ๔ วัน ๔ คืน
นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมเคยเดินทางไปประเทศมาเลเซีย หลายครั้ง ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายเรือ ซึ่งตอนนั้นมักจะแวะเมืองท่าปีนัง หรือไม่ก็ลังกาวี และมีดอกาสเดินทางไปดูงานตามหลักสุตรนักศึกษาต่างๆ เช่น รร.สธ.ทร. ซึ่งเดินทางไปประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากขณะนั้น ประเทศไทยอยุ่ในภาะวิกฤตทางเศรษฐกิจ นัเรียน เสธ.ทร. จึงได้ไปดูงานประเทสที่ใกล้ ๆ ประเทศไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของเหล่าทัพ
จากการที่เคยไปมาก่อน ตอนแรกยังนึกว่าประเทศมาเลเซีย คงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แต่เมื่อได้เดินทางไปดูงานในครั้งนี้แล้ว รู้สึกได้ว่าวิสัยทัศน์ของประเทศมาเลเซียค่อนข้างที่จะกว้างไกล และสามารถทำได้จริง และส่งเสริมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเกาะลังกาวีให้เป็นเกาะปลอดภาษีแทนเกาะปีนัง ที่รัฐบาลมาเลเซียต้องการชะลอความเจริญของเกาะปีนังลง โดยหันไปส่งเสริมเกาะลังกาวีแทน การพัฒนาทางด้านการเกษตร โดยพัฒนาคาเมรอน ไฮแลนด์ ที่เป็นพื้นที่สูงของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ยริเวรตอนกลางของประเทศ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี สามารถปลูกพืชผักเมืองหนาวส่งออกประเทสสิงค์โปร์ นับว่าเป็นการพัฒนาทั้งด้านการท่องเที่ยวและด้านการเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม มีดรงแรมระดับสี่-ห้าดาวจำนวนมาก มีสนามกอล์ฟบนที่สูง อากาศดีมาก ในโรงแรมไม่มีแอร์นะครับ ต้องเปิดหน้าต่าง แต่อากาศเย็นสยายดีครับ มีปัญหาเดียวครับคือการเดินทางไป-หลับใช้ระยะเวลาขึ้นเขาประมาณสองชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างแคบและอันตราย การขับสวนกันต้องรู้ใจคนขัยสวนมานะครับ ไม่เช่นนั้นชนกันแน่
อีกเรื่องที่ขอชื่นชมผู้นำรัฐบาลของประเทศมาเลเซีย คือ เมืองใหม่บุตตราจายา ที่กล้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ลงทุนสร้างเมืองใหม่ ทุมเงินมหาศาล เพื่อลดปัญหาพื้นที่คับแคบในกัวลาลัมเปอรื ถึงแม้จะแล้วเสร็จมานานแล้ว ผมยังชื่นชมว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้ามาก ประเทศไทยน่าจะเอาเยี่ยงอย่างบางก็ดีนะครับ ย้ายหน่วยงานราชการไปอยู่ด้วยกัน ไปยังจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพ และส่งเสริมการขนส่งให้ทันสมัยสามารถเดินทางไปถึงได้ น่าจะแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพลงได้ด้วยนะครับ
อีกเรื่องที่ประเทศมาเลเซียทำลงไปแล้ว ผมมองว่าได้ประดยชนืด้านการประชาสัมพันธ์ประเทศเป็นอย่างมากคือการมีสนามแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันครับ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ถึงแม้ว่าจะมีการแข่งขันกันปีละ ๑ หนเท่านั้น แต่อย่างลืมว่าการแข่งขันนั้นมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทั่วโลก ประเทศมาเลเซียรับไปเต็มๆ ไม่ต้องลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์ประเทสเลย นับว่ายิงนกนัดเดียวได้นกสองตัวเลยที่เดียว เจ๋งมาก ส่วนเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งทางบกนั้น ประเทสมาเลเซียได้สร้างไฮเวย์จากตอนเหนือติดชายแดนประเทศไทยลงไปสุดชายอดนด้านใต้ติดประเทสสิงค์โปร์ นับว่าเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมของประเทศเลยที่เดียว เส้นทางสะอาด ขับง่าย มีจุดพักรถชัดเจน นับได้ว่าเป็นอีกการพัฒนาหนึ่งที่รองรับการพัมนาการท่องเทียวและเศรษฐกิจเป็นอย่างดี
คราวนี้ผมจะพูดถึงจุดแข็งด้านสังคมของประเทสมาเลเซียที่ผมพบก็คือการยู่ในสังคมที่หลากหลายเชืื้อชาติได้เป็นอย่างดี ไม่ทราบง่าด้วยสาเหตุใดก้ตาม แต่สิ่งหนึ่งคือการอยุ่กัยอย่างสันติ ภายใต้กรอบ กฏ ระเบียบอันเดียวกันได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งน่าจะมาจากการวางรากฐานที่ดีของประเทสอังกฤษ ที่เคยปกครองประเทศมาเลเซียมาก่อน เป็นผู้ที่วางกฏระเบียบไว้ อีกทั้งมองว่าประเทศอังกฤษ ได้กำหนดเรื่องภูมิบุตร ทำให้ชาวมาเลย์ทท้องถิ่นที่เป็นผู้อยู่อาศัยมาก่อนคนจีน คนอินเดีย จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนคนจีย คนอินเดีย และผมสังเกตว่าคนมาเลยืท้องถิ่นนิยมที่จะเป็นข้าราชการ ส่วนคนจีนในมาเลยืนั้นจะเป็นนักธุรกิจ ส่วนคนอินเดียจะมาเป็นแรงงานทั่วๆ ไป สังคมอยู่กันอย่างเรียบร้อยได้ ไม่น่าเชื่อครับ
ประเทศมาเลเซียมีการปกครองแบบรัฐ และเขตปกครองพิเศษครับ ผมว่าการเป็นเขตปกครองพิเศษ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร กลับทำหใ้การปกครองทำได้ง่ายมากขึ้น และคนท้องถิ่นสามารถที่จะปกครองกันเองได้ ไม่มีการเรียกร้องแยกดินแดนต่างๆ
เมื่อพูกด้านดีแล้ว ด้านที่เป็นข้อด้อยของมาเลเซียก็มีนะครับ แล้วผมจะเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ

“โง่ เลว จน เจ็บ”

จุดแข็งประเทศไทย 1. ที่ตั้ง จะว่าอยู่ใจกลางโลกก็ว่าได้ เพราะรอบข้างมีแต่ประเทศที่มีประชากรมาก เช่น อินเดีย 1,200 ล้านคน จีน 1,400 ล้านคน ญ...