Sunday, June 10, 2007

การที่ประเทศสหรัฐฯกลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลกในยุคโลกาภิวัตน์

หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น สถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นยุคที่ประเทศสหรัฐฯกลายเป็นมหาอำนาจขั้วเดี่ยวที่พอจะยกมาเป็นตัวอย่างอ้างอิงให้ทราบคือ คำกล่าวของ Zbigniew Kazimierz Brzezenski อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี คาร์เตอร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ The Hegemony of a new type สรุปได้ว่า “...ไม่เคยมียุคใดสมัยใดเลยที่ประเทศมหาอำนาจของโลกจะมีอำนาจเหนือประชาคมโลกอย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้มาก่อนอย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐฯมีอยู่ทุกวันนี้ โดยประเทศสหรัฐฯ ครองความเป็นเจ้าเหนือประชาคมโลก ในทุกมิติโดยเฉพาะมิติที่สำคัญ ๔ มิติดังต่อไปนี้
มิติทางทหาร: ประเทศสหรัฐฯ มีการวางกำลังทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก มีพลังอำนาจเหนือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
มิติทางเศรษฐกิจ : GDP เคยใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ในปัจจุบันร้อยละ ๓๐ หรือประมาณ ๑๐ ล้านล้านเหรียญ
มิติทางเทคโนโลยี : การวิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีทุก ๆ ด้านของประเทศสหรัฐฯ มีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
มิติทางวัฒนธรรม: ประเทศต่าง ๆ ยอมรับวัฒนธรรมของประเทศสหรัฐฯ อย่างเต็มใจ เช่น ๓ใน ๔ ของตลาดภาพยนตร์มาจากประเทศสหรัฐฯ ซึ่งแทรกความเป็นฮีโรของประเทศสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสหรัฐฯ เข้าครอบงำทางวัฒนธรรมของโลกอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาษา, อาหาร, การแต่งกาย, การเมือง, ระบบเศรษฐกิจ, วิชาความรู้, อินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ประเทศสหรัฐฯ มีอิทธิพลเหนือสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เช่น UN, IMF,WB, WTO …”
อย่างไรก็ตามเมื่อประมวลเหตุการณ์หลัก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศสหรัฐฯครองความเป็นประเทศมหาอำนาจขั้วเดี่ยวแล้วนั้น มีเหตุการณ์ที่สำคัญตามมา ๓ เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ซึ่งประกอบด้วย คำประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ (Globalization) และการเกิดขึ้นของกลุ่มมหาอำนาจชั้นรอง (Major Power Countries) ที่ต่อต้านมหาอำนาจขั้วเดี่ยว ซึ่งจะกล่าวถึงพอสังเขปดังต่อไปนี้
- คำประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ดังที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ของประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศจัดระเบียบโลกใหม่เพื่อให้ประชาคมโลกเดินตามระเบียบอันนี้เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๓ (๙/๑๑ ในปี ค.ศ.๑๙๙๐) ทำให้โลกทั้งโลกต้องเดินตามคำประกาศการจัดระเบียบใหม่อันนี้อย่างว่าง่าย ระเบียบโลกใหม่ประกอบไปด้วยสาระสำคัญ ๔ ประการคือ
๑) ความเป็นประชาธิปไตย (Democracy)
๒) สิทธิมนุษยชน (Human Right)
๓) สภาพแวดล้อม (Environment)
๔) การค้าเสรี (Free Trade)
ซึ่งสาระสำคัญทั้ง ๔ ประการดังกล่าวในเวลาต่อมากลายเป็นเครื่องมือของประเทศประเทศสหรัฐฯและพันธมิตรในการจัดระเบียบและแสวงหาประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การบีบบังคับประเทศต่าง ๆ ในประชาคมโลกให้อยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจของตนในทุก ๆ ด้านเพื่อการเกื้อกูลต่อการปฏิบัติการในด้านอื่น ๆ ดังตัวอย่างคือ การกีดกันด้านการค้าต่อประเทศ ที่ไม่ดำเนินการตามสาระสำคัญของ New World Order ได้แก่ บางประเทศที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายสภาพแวดล้อมของโลก หรือไม่เปิดตลาดให้มีการค้าแบบเสรีกับประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น
การจัดระเบียบโลก เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ ในยุคล่าอาณานิคม เมื่อศตวรรษที่ ๑๕ กระแสโลกาภิวัตน์คือกระแสของความทันสมัย (Modernization) ที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกใช้เป็นเงื่อนไขในการล่าอาณานิคมเพื่อยึดครองพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

- การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ ( Globalization ) โดยอาศัยเงื่อนไขของความเจริญก้าวหน้าด้านการคมนาคมขนส่งและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ที่เชื่อมโยงทุกอย่างทั่วโลกให้เชื่อมถึงกันหมด ในทางวิทยาการด้านวิชารัฐศาสตร์กล่าวถึงกระแสโลกาภิวัตน์ว่าเนื่องจากระบบทุนนิยมเสรีแบบเก่าประสบความล้มเหลวด้านพัฒนาการ ทำให้กลุ่มทุนนิยมเสรีที่มีอำนาจครอบครองเศรษฐกิจของโลกต้องสร้างระบบทุนนิยมเสรีขึ้นมาใหม่ (Neo-Liberalism) เพื่อที่จะดำรงรักษาพลังทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มทุนนิยมเสรีดังกล่าวให้ได้ พัฒนาการในการคิดค้นและสร้างความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology : IT ) เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายของกลุ่มทุนดังกล่าว เมื่อเทคโนโลยีด้านสารสนเทศมีความก้าวหน้า สิ่งที่ตามมาคือยุคสมัยของโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นนั่นเอง ดังนั้นโลกาภิวัตน์จึงมิได้เกิดขึ้นมาเองของยุคสมัย แต่มีผู้กำกับเรื่องการเกิดขึ้นและการดำเนินไปของโลกาภิวัตน์ในทุกขั้นตอน IT พัฒนามาจากพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ การพัฒนามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ผู้ที่สามารถครองความเหนือกว่าทาง IT ในยุคโลกาภิวัตน์คือประเทศประเทศสหรัฐฯและพันธมิตร รวมทั้งการเป็นผู้นำของฝ่ายทุนนิยมเสรีใหม่ ดังนั้น ประเทศสหรัฐฯจึงเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถใช้โลกาภิวัตน์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของตนได้มากที่สุด ประเทศที่พยายามตามความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์ ถ้าตามทันก็จะได้ประโยชน์ ถ้าตามไม่ทันก็จะเผชิญกับภัยคุกคามในทุก ๆ ด้าน ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนากระแสโลกาภิวัตน์ ในที่นี้จะกล่าวถึงสภาพแวดล้อมใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์พอสังเขป ดังนี้
- ความเจริญของเทคโนโลยีทุก ๆ ด้าน พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เช่น นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น ไม่มีประเทศใด ที่จะตามการก้าวกระโดดทางด้านพัฒนาการเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯได้ทัน ประเทศสหรัฐฯจึงเป็นประเทศเดียวที่ผูกขาดการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง มีความเหนือชั้น ยากที่ประเทศใดจะเข้าใจได้ ตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในหลาย ๆ ด้านพร้อมกันคือ สงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ สงครามอิรัก เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ ซึ่งทำให้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศสหรัฐฯในประชาคมโลกมีความโดดเด่น เพิ่มเสริมพลังอำนาจของประเทศสหรัฐฯได้อย่างเหนือชั้น ในขณะเดียวกันทำให้นักธุรกิจของกลุ่มทุน ที่ผลิตอาวุธ และค้าอาวุธ สามารถขายอาวุธของตนเองได้เป็นมูลค่ามหาศาล
- พัฒนาการของ IT ทำให้ยุคนี้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าเป็นยุคสงครามสารสนเทศ หรือยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare : IW) มีผลกระทบอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลก กล่าวคือ สงครามสารสนเทศได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับทุก ๆ สถานการณ์ในโลก ทำให้รูปแบบของสงครามเปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่ไม่เข้าใจจะตกเป็นเหยื่อสงครามดังกล่าว ตัวอย่างของสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ได้ใช้สงครามสารสนเทศหลายรูปแบบพร้อม ๆ กัน ที่เห็นได้ชัดคือ การใช้สื่อ CNN สงครามครั้งนั้นได้พัฒนาไปถึงขั้นทำให้ประชาคมโลกทั่วทุกหนทุกแห่งได้เห็นภาพสนามรบในเวลาจริง (Real Time) พร้อมกันทั่วทั้งโลก ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ได้เห็นภาพการทำลายล้างด้วยอาวุธสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และรุนแรง เช่นเดียวกันกับสงครามอัฟกานิสถาน พ.ศ.๒๕๔๔ สงครามอิรัก พ.ศ.๒๕๔๖ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือการทำให้ผู้ที่รับข่าวสารเชื่อไปในแนวทางเดียวกันอย่างไม่มีข้อสงสัยจากข่าวสารที่ได้รับ มหาวิทยาลัยป้องกันของกองทัพประเทศประเทศสหรัฐฯ (U.S. National Defense University : U.S.NDU) ได้กำหนดรูปแบบของสงครามสารสนเทศออกเป็น ๗ รูปแบบและมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางดังนี้
๑) สงครามการควบคุมบังคับบัญชา (Command and control warfare) ที่มุ่งกระทำต่อระบบในการควบคุมบังคับบัญชาของกองทัพฝ่ายตรงข้าม ให้เกิดการสับสน และใช้การไม่ได้ ไม่สามารถบังคับบัญชาและสั่งการกองทัพของตนในการรบได้ ในขณะเดียวกัน ก็สร้างระบบป้องกันการควบคุมบังคับบัญชาของฝ่ายตนให้ใช้ได้อยู่เสมอ
๒) สงครามฐานข่าวกรอง (Intelligence based warfare) เป็นสงครามเรื่องการให้ได้มาซึ่งข่าวสารและข่าวกรองที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจจะใช้ทั้งการจารกรรมด้วยสายลับที่เป็นตัวบุคคล และจารกรรมทางไซเบอร์และแฮ็กเกอร์ ซึ่งข่าวสารที่ได้มาเพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคงของประเทศจะครอบคลุมพลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน ข่าวสารที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นเครื่องประกันชัยชนะในการทำสงครามในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นประเทศมหาอำนาจทั้งหลายจึงต้องทุ่มเททรัพยากรเพื่องานด้านนี้อย่างมหาศาล
๓) สงครามอิเลคทรอนิกส์ (Electronics Warfare : EW) เป็นการใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ในการทำสงคราม ให้ได้ชัยชนะต่อฝ่ายตรงข้ามเพื่อสนับสนุนงานสงครามด้านอื่น ๆ ประเทศมหาอำนาจได้มีการพัฒนา EW ให้มีความล้ำหน้าไปไกลมาก ในปัจจุบันการปฏิบัติพื้นฐานของสงครามนี้ ทำโดย ๑. ใช้ดักฟัง (radio interception) ๒. การหาทิศ (direction finding) และ ๓. คือ การรบกวน (jamming) แต่ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอล การดักรับดักฟังการสื่อสารในทุกรูปแบบกระทำได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพราะเครื่องมือเทคโนโลยีสูงได้ถูกพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบดาวเทียมในอวกาศที่สามารถดักรับดักฟังและมองให้เห็นการเคลื่อนไหวข้ามทวีปได้ สามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์แจมเข้าไปยังระบบการไหลเวียนเงินตราของธนาคารต่าง ๆ ทั่วโลกได้
๔) สงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเกี่ยวข้องมากขึ้น สามารถแพร่ข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางด้วยเครื่องมือหลากหลายชนิด เช่น โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ วิทยุ หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป้าหมายของสงครามจิตวิทยาคือการเปลี่ยนความเชื่อของกลุ่มบุคคลเป้าหมาย โดยการเผยแพร่ข่าวสารที่ต้องการให้กลุ่มบุคคลเป้าหมายเชื่อออกไปตามสื่อต่าง ๆ ถ้าสื่อหลายชนิดเสนอข่าวที่ถูกต้องตรงกัน ผู้รับก็จะเชื่อข่าวสารนั้นได้โดยง่าย เช่น เมื่อข่าวสารถูกเผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์ CNN ผู้รับข่าวสารก็จะให้ค่าของความเชื่อในระดับที่สูง ยิ่งถ้าข่าวสารย้ำข้อความลงในอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีการเตรียมเว็บไซต์ไว้เป็นจำนวนอย่างน้อย ๑๐-๑๐๐ เว็บไซต์ (ซึ่งปัจจุบันนี้ทำได้ง่าย) ข่าวสารนั้นก็จะได้รับการเชื่อถือ
๕) สงครามแฮ็กเกอร์ (Hackers Warfare) โดยอาศัยเครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและมีนักแฮ็กเกอร์ที่สามารถเจาะเข้าไปยังข้อมูลที่ต้องการของเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ก่อนปี ค.ศ.๑๙๙๗ รัฐบาลประเทศสหรัฐฯเคยถูกกล่าวหาว่าส่งนักแฮ็กเกอร์เข้าไปโจรกรรมข้อมูลด้านเศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรปและมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๙/๑๑ เรื่องจึงได้เงียบหายไป องค์กร ซีไอเอ ได้เคยแจ้งเตือนเรื่องมีนักแฮ็กเกอร์ของจีนและรัสเซียจะเข้าไปโจรกรรมข้อมูลลับของประเทศสหรัฐฯ นักแฮ็กเกอร์ข่าวสารด้านเศรษฐกิจได้โจรกรรมข้อมูลด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศก่อนที่จะเปิดสงครามทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.๒๕๔๐
๖) สงครามฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economical based Warfare) เมื่อฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกเข้าสู่ระบบ Online ทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับนักแฮ็กเกอร์สามารถเข้าไปแสวงประโยชน์จากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นได้ โลกาภิวัตน์เป็นเพียงเครื่องมือที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบทุนเสรีแบบใหม่ตามหลักวิชารัฐศาสตร์ที่กล่าวถึงมาแล้ว ทั้งนี้เพราะ IT ทำให้สามารถล่วงรู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจในระดับลึกเพียงใดก็ได้ นายจ๊อร์จ โซรอส ได้ใช้สงครามรูปแบบนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเริ่มต้นที่ประเทศประเทศไทยแล้วแผ่ขยายผลไปทั่วเอเชีย ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศสหรัฐฯคิดเป็นปริมาณไม่ต่ำกว่า ๒๘ ล้านล้านบาท สามารถควบคุมเศรษฐกิจของเอเชียได้ทั้งทวีปในชั่วข้ามคืน
๗) สงครามไซเบอร์ (Cyber warfare) เป็นสงครามเชิงข้อมูลข่าวสารที่มีความกว้างขวางอย่างไร้ขอบเขตจำกัด ข้อมูลอารยะธรรมที่มีความเข้มแข็งกว่าไหลบ่าท่วมอีกอารยะธรรมหนึ่ง เช่น : สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากประเทศประเทศสหรัฐฯโดยอ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่า ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ได้อนุมัติคำสั่ง ให้หน่วยงานรัฐบาลเตรียมแผนไซเบอร์แอตแทคโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของฝ่ายตรงข้าม
จากการที่ประเทศประเทศสหรัฐฯเป็นผู้ที่ใช้สงครามทั้ง ๗ รูปแบบ ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ต้องพัฒนาและใช้ทำสงครามตอบโต้ เช่น เมื่อครั้งที่มีการโจมตีค่าเงินของจีนที่ฮ่องกง จีนได้ใช้นักแฮ็กเกอร์ตอบโต้การตีค่าเงินจนกระทั่งนักสงครามทางการเงินของประเทศสหรัฐฯเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ดังนั้น ถ้าผู้ที่รู้และตามทันเทคโนโลยีสงครามสารสนเทศรวมทั้งเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมแต้มคูของสงคราม จะสามารถแสวงประโยชน์จากโอกาสอันนี้ได้ แต่ถ้าไม่รู้เท่าทัน สงครามสารสนเทศจะกลายเป็นภัยคุกคาม
- พื้นฐานสำคัญอีกประการหนึ่งของยุคโลกาภิวัตน์ คือการขนส่งได้รับการพัฒนาให้มีความรวดเร็วและขนส่งได้จำนวนมากขึ้น ผลกระทบของเรื่องดังกล่าวทำให้มีการขนส่งสินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บรรษัทข้ามชาติของประเทศที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจสูงกว่ามีขีดความสามารถในการเข้าครอบครองเศรษฐกิจของโลกได้เหนือกว่า และยังทำให้ประเทศมหาอำนาจสามารถเคลื่อนย้ายกำลังทหารและยุทโธปกรณ์เข้าทำการรบในสมรภูมิใด ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ในการทำสงครามอัฟกานิสถานของประเทศสหรัฐฯ สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี ๒๕๔๖ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเป็นอดีตจะใช้เวลายาวนานกว่านี้มาก
- มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ครั้งละมาก ๆ และรวดเร็วกว่าในอดีต ทำให้บรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจได้ประโยชน์ เช่น บรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจเข้าครอบครองธุรกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว การเข้าซื้อธุรกิจ ด้านการธนาคาร จากประเทศที่พ่ายแพ้สงครามทางการเงินในเอเชียปี ๒๕๔๐ เป็นต้น

- การเกิดขึ้นของกลุ่มมหาอำนาจชั้นรองที่ต่อต้านมหาอำนาจขั้วเดี่ยว มีการรวมกลุ่มกันของหลายประเทศเพื่อต่อรองพลังอำนาจของประเทศสหรัฐฯ เช่น เมื่อครั้งที่ประเทศสหรัฐฯตัดสินใจเข้าโจมตีอิรักเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ ทำให้หลายประเทศสูญเสียประโยชน์ในอิรักและในตะวันออกกลาง จึงร่วมกันต่อต้าน ทำให้เกิดขั้วอำนาจใหม่ ๒ ขั้วอย่างไม่เป็นทางการคือ ขั้วของประเทศสหรัฐฯและพันธมิตรกับขั้วที่ต่อต้านประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีแกนนำที่เป็นประเทศมหาอำนาจชั้นรองหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย กลุ่มสหภาพยุโรป บางประเทศ เป็นต้น

No comments:

“โง่ เลว จน เจ็บ”

จุดแข็งประเทศไทย 1. ที่ตั้ง จะว่าอยู่ใจกลางโลกก็ว่าได้ เพราะรอบข้างมีแต่ประเทศที่มีประชากรมาก เช่น อินเดีย 1,200 ล้านคน จีน 1,400 ล้านคน ญ...