Tuesday, October 05, 2021

พระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ๑๐ รัชกาล ฉบับการ์ตูน

กระทรวงวัฒธรรม จัดพิมพ์หนังสือพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ๑๐ รัชกาลฉบับการ์ตูน โดยจะแจกจ่ายหนังสือ ไปยังห้องสมุด โรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วนรูปแบบ E-Book

Tuesday, August 17, 2021

เรือดำน้ำ ฉบับเข้าใจง่าย

โพสนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ได้อยู่ฝ่ายการเมืองใด แต่จะขอพูดเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรือดำน้ำในมุมของคนที่ทำงานอยู่ในทะเลมาเกือบทั้งชีวิตของการเป็นทหารเรือ ผ่านการฝึกกับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน (หรืออาจกลายเป็นคู่ขัดแย้งในอนาคต) มาทุกประเทศ โดยกล่าวถึงเฉพาะในสามประเด็น คือ 

 

1. ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ 

2. ทำไมต้องซื้อตอนนี้ จำเป็นเร่งด่วนจริงไหม 

3.ในช่วงเวลาแบบนี้ เอาเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ผมว่าคนไทยอยากรู้แค่นี้แหละครับ

 

ประเด็นแรก ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ เราจะซื้อมาไว้รบกับใคร มันจะมีสงครามจริงหรือ ผมตอบอย่างสั้นๆว่า ใช่ครับ เราซื้อมาเพราะเราไม่ต้องการที่จะรบกับใครเลยต่างหาก

 

กฎของโลกใบนี้เกี่ยวกับทะเลที่บังคับใช้ร่วมกันทั้งโลก หรือที่เรียกว่าอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 กล่าวเอาไว้ว่า ประเทศใดจะเป็นเจ้าของน่านน้ำใดๆก็ต่อเมื่อ น่านน้ำนั้นอยู่ในเขต200ไมล์ทะเลจากเส้นฐานของรัฐชายฝั่ง (1ไมล์ทะเล เท่ากับ 1.852 กิโลเมตร) 

 

แปลง่ายๆก็คือ ถ้าเราลากเส้นตั้งฉากจากแนวชายหาดของเราออกไปในทะเลได้ไกล 370กิโลเมตร น่านน้ำนั้นจะเป็นน่านน้ำของเรา ที่เรามีสิทธิความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่ ใช้ทรัพยากรที่อยู่ข้างล่างนั้นได้อย่างเต็มที่ และเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับชาติอื่นไม่ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ เพราะขัดต่อกฎหมาย ใครล่วงล้ำเรามีสิทธิขับไล่ หรือถ้ามันเจ๋งกว่าเรา เราก็จะฟ้องนานาชาติให้ช่วยจัดการได้ 

 

ถัดจาก 370กิโลเมตรออกไป คือทะเลสากล(ทะเลหลวง) เป็นน่านน้ำสากลที่ทุกคนในโลกมีสิทธิใช้ผ่านไปผ่านมาร่วมกัน กฎหมายเขียนไว้ง่ายๆแค่นี้ ดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ จริงๆมันก็คงจะง่ายครับ ถ้าทุกประเทศทั่วโลกมีภูมิศาสตร์ตั้งเรียงต่อกันไปในแนวยาว ต่อเนื่องกันไป และประเทศที่ตั้งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งทะเลกัน มีระยะห่างกันเกินกว่า 370 กิโลเมตร มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ทะเลในโลกนี้ก็จะสงบสุขด้วยกฎหมายฉบับนี้

 

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ชาติต่างๆมีภูมิศาสตร์ที่ซับซ้อน เป็นส่วนเว้าส่วนโค้ง มีแหลมมีติ่ง ยื่นล้ำออกไปในทะเล หักงอคดไปคดมา บางแห่งโค้งเข้าหากัน บางชาติก็ตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งทะเลกันแต่มีระยะห่างไม่ถึง200ไมล์ทะเลหรือ370 กิโลเมตร เมื่อต่างคนต่างลากเส้นโดยชอบด้วยกฎหมายออกมาจากแผ่นดินของตัวเอง มันจึงมาจ๊ะเอ๋กันกลางทะเล เกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น ที่กฎหมายโลกก็ไม่สามารถตัดสิ้นชี้ขาดได้ว่ามันเป็นของใคร ได้แต่โยนกลับไปให้เจ้าของรัฐที่มีพื้นที่ทับซ้อนไปตกลงกันเอง

 

ตรงพื้นที่ทับซ้อนต่างๆทั่วโลกนี้เองที่มันเป็นปัญหา เพราะมันไม่ได้มีแต่น้ำทะเลไงครับ ข้างล่างมันเต็มไปด้วยทรัพยากรที่นำมาซึ่งรายได้มหาศาล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การประมง และการเป็นเจ้าของเส้นทางขนส่งคมนาคม ซึ่งนำมาซึ่งเม็ดเงินจำนวนมหาศาลกินใช้กันกี่ชั่วอายุคนก็ไม่หมด 

 

เมื่อต่างคนต่างไม่ยอมเสียสิทธิ ก็ต้องมีข้อตกลงกัน ข้อตกลงในที่นี้จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองชาติอยู่ในระดับที่ต้องเกรงอกเกรงใจกันในระดับหนึ่งเท่านั้น ที่จะบรรลุข้อตกลงใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนนี้ได้อย่างสันติวิธี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทุกชาติที่มีทะเลต้องมีกองทัพเรือของตัวเอง และต้องพัฒนาให้สมดุลกับกองทัพเรือของประเทศที่เรามีพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือถ้าเหนือกว่าไม่ได้ อย่างน้อยต้องไม่ด้อยไปกว่าเขาจนถูกทิ้งห่าง เพราะผู้กุมอำนาจรัฐคือมนุษย์ มนุษย์ที่เปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนวิธีคิดและนโยบายได้ตลอดเวลา เราไม่มีทางรู้เลยว่าถ้าเข้าเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายของเขาจะเปลี่ยนไหม นั่นจึงเป็นสิ่งที่เราประมาทไม่ได้

 

ถ้าวันหนึ่งที่เขามองว่าศักยภาพของเขาทิ้งห่างจากเราไปมากจนเทียบกันไม่ได้แล้ว แล้วเขาอ้างว่าพื้นที่ทับซ้อนตรงนั้นเป็นของเขาตามกฎหมาย และขอใช้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว เราคงทำได้แต่นั่งกัดฟันน้ำตาซึม และยอมยกน่านน้ำตรงนั้นให้เขาไป เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหลายจุดทั่วโลกครับ ที่เราจะไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นในน่านน้ำของเราเป็นอันขาด เพราะถ้าเราเสียสิทธิในน่านน้ำตรงนั้นไป ความเสียหายมันจะมากกว่าราคาเรือดำน้ำเป็นร้อยๆลำเสียอีก

 

โฟกัสมาที่น่านน้ำไทย ประกอบด้วยทะเลสองฝั่งคือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน ฝั่งอันดามันผมไม่ขอกล่าวถึงเพราะภูมิศาสตร์ไม่ค่อยซับซ้อน เป็นทะเลเปิดสู่มหาสมุทรอินเดีย ที่ไม่มีรัฐฝั่งตรงข้ามอยู่ในระยะใกล้ มาเป็นเรื่องให้ครุ่นคิด

 

ปัญหาหลักของเราอยู่ในอ่าวไทยครับ ดูจากแผนที่ตามภาพอ่าวไทยเป็นอ่าวปิด กล่าวคือเป็นเวิ้งอ่าวที่อยู่ภายในประเทศไทย ขนาบข้างปิดล้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ นั่นหมายความว่า เมื่อทุกชาติลากเส้น 200ไมล์จากแผ่นดินตัวเองออกไป จะทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนทับไปทับมากันทุกประเทศ ลากตรงไหนก็จ๊ะเอ๋กันไปหมด เพราะภูมิศาสตร์มันตั้งอยู่แบบนั้น 

 

และถ้ามองในภาพมุมกว้าง ถ้าเดินทางเข้ามาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ปากประตูทางเข้าอ่าวไทยของเรานั้นกลับตั้งอยู่ในเขตทะเลของเพื่อนบ้าน เรือสินค้าเรือน้ำมันต่างๆที่จะเข้ามาประเทศเรา จะเข้ามาไม่ได้เลย ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่าน กล่าวง่ายๆก็คือเป็นน่านน้ำที่เปราะบางต่อการเกิดความขัดแย้งเป็นที่สุด เปราะบางที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ที่นี้ถามว่าถ้าชาติทั้งสี่ เกิดความบาดหมางกันขึ้นวันใด ชาติที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือใครครับ ใช่ครับ ประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะน่านน้ำของไทยอยู่ในสุด และทางเข้าออกอยู่ในเขตประเทศของเขา 

 

ประเทศไทยของเราใช้ประโยชน์จากอ่าวไทยมากมายมหาศาล ทั้งการนำเข้า ส่งออกสินค้า การขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การประมง ถ้าวันใดวันหนึ่งที่อ่าวไทยมีปัญหา ไม่ต้องถึงกับรบกันหรอกครับ สมมุติแค่ง่ายๆว่าเขาบอกว่าปากทางเข้าอ่าวไทยที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศเขา เขาไม่อนุญาตให้เรือที่จะเข้ามาติดต่อกับไทยผ่านเข้า แค่นี้ก็ชิบหายแล้วครับ ประเทศไทยทั้งประเทศจะหยุกชะงักภายในพริบตา ถ้าอ่าวไทยใช้งานไม่ได้เพียงไม่กี่วัน การขนส่งทรัพยากรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงทุกลมหายใจของคนในชาติถูกตัดขาด เราจะขับรถออกจากบ้านมาพบกับปั๊มน้ำมันที่ขึ้นป้ายพร้อมกันทั่วประเทศว่าน้ำมันหมด เข้าร้านอาหารไหนก็หยุดขาย เพราะแก๊สหมด อะไรเสียก็ซ่อมไม่ได้เพราะอะไหล่นำเข้าไม่ได้ ฯลฯ คนคัดค้านวันนี้มีใครการันตีได้ไหมครับว่าเรื่องนี้มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น 

 

อาจจะไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ แต่อีก 10-20ปีล่ะ ใครตอบได้บ้าง ใครจะไปเดาใจลูกหลานของพวกนั้นออกว่ามันจะคิดอย่างไร ในเมื่อมันเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาลอยู่ในทะเล ในเมื่อไม่มีใครเดาใจใครออก ความสมดุลของกำลังทางเรือ จึงเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดสำหรับความเสี่ยงนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เขาต้องคิดหลายตลบถ้าหากจะเปลี่ยนโยบายกับเราไป หรือถ้าเขากล้าทำจริง เราก็ต้องมีของที่ดีพอที่จะคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับคืนเร็วที่สุด นี่คือคำตอบครับ

 

ทำไมต้องซื้อตอนนี้ จำเป็นเร่งด่วนจริงหรือ การซื้อเรือดำน้ำไม่เหมือนซื้อรถครับ ที่เราไปยื่นสลิปแล้วถอยรถออกมาได้ การซื้อเรือรบสักลำเราต้องวางแผนกันหลายปี หลังจากวันอนุมัติให้ซื้อจนถึงวันที่เรือเดินทางเข้าประจำการ ใช้เวลาประมาณ7ปีขึ้นไปครับ โดยเฉพาะเรือดำน้ำที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับกองทัพเรือ เราต้องวางโครงการสร้างอู่ซ่อมเรือ ฝึกคน ท่าจอดเรือ ซึ่งมันใช้ร่วมกับเรือผิวน้ำแบบที่ประจำการอยู่ไม่ได้ เราเพิ่งอนุมัติวันนี้ กว่าเรือจะมาถึงก็อีกไม่ต่ำกว่า7ปี ในขณะที่ชาติที่เขาล้อมรอบบ้านเราอยู่ เขามีมาเป็นสิบปีแล้วครับ 

 

ความเปราะบางด้านกำลังทางเรือตรงนี้ เป็นจุดที่กองทัพเรือตระหนักดีมาโดยตลอด และพยายามผลักดันโครงการมาอย่างต่อเนื่อง จนยอมชะลอโครงการจัดหายุทธโธปกรณ์อื่นๆแทบทั้งหมดเพื่อทุ่มเทงบประมาณเท่าที่ได้รับมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะเราเห็นแล้วว่าความเปราะบางของกำลังทางเรือของเราอยู่ตรงจุดไหน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นข่าวเครื่องบิน ทร.รุ่นเก่าคร่ำครึ ล้อหน้าไม่กางลงจอดแบบฉุกเฉิน นักบินทหารเรือยอมบินเครื่องเก่าๆไปก่อน กำลังรักษาฝั่งใช้ปืนใหญ่และปืนต่อสู้อากาศยานยุคโบราณไปก่อน เช่นเดียวกับกำลังส่วนอื่นๆที่พร้อมจะชะลอไว้ เพื่อให้เรามีเรือดำน้ำกับเขาเสียที เราไม่สามารถชะลอโครงการที่มันล่าช้ามาสิบกว่าปีไปได้อีกแล้วครับ มันเสี่ยงกับวิถีชีวิตปกติของคนในชาติ การกินอิ่ม นอนอุ่น ของพวกเราทุกคนเกินไป

 

เอาเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ผมตอบอย่างไม่อิงการเมืองนะครับ ถ้าเปรียบประเทศเราเป็นองค์กรหนึ่ง กระทรวงกลาโหมก็เหมือนพนักงานคนหนึ่งที่มีเงินเดือนของตัวเอง เงินเดือนจำนวนนี้ถูกปรับเพิ่มหรือลงก็ตามสถานการณ์ขององค์กร ถ้ามีเรื่องจำเป็นสำหรับส่วนอื่นๆ เราก็ถูกปรับลดเงินของเราลงไปช่วยอย่างอื่น และเราก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด ในช่วงนี้ประเทศของเราโยกงบประมาณไปที่กระทรวงอื่นๆที่ไม่ใช่กองทัพ เพื่อไปแก้ปัญหาในประเทศในด้านจำเป็นเร่งด่วนเยอะมาก

 

กระทรวงที่ได้งบประมาณมากที่สุดคือศึกษาธิการ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอันดับแรก รองลงมาคือมหาดไทยที่ทุ่มงบไปพัฒนาคุณภาพชีวิตตามท้องถิ่นต่างๆ อันดับ 3คือกระทรวงการคลังที่ใช้งบไปเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

กระทรวงกลาโหมอยู่ในอันดับ 4เท่านั้น ซึ่งโดนกระทรวง 3อันดับแรก ทิ้งห่างอยู่พอสมควร การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติ จึงอยู่ที่การติดตามตรวจสอบการบริหารงบประมาณที่ทุกกระทรวงได้รับว่าได้ใช้ไปอย่างถูกต้องโปร่งใสมากเพียงใด ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับเรื่องเรือดำน้ำเพียงจุดเดียว สื่อหลายสื่อเล่นตรงจุดนี้ ทำให้เรื่องอื่นๆของกระทรวงอื่นๆถูกมองข้ามไป ทั้งๆที่เม็ดเงินมหาศาลกว่ากันมากมายนัก

 

โฟกัสมาที่กองทัพเรือ เราไม่ได้ดึงงบประมาณจากกระทรวงอื่นๆมาซื้อเรือดำน้ำ ไม่ได้ขอเงินจากใครเพิ่มเติม แต่เราเอาเงินที่เราได้รับตามโควต้าอยู่แล้วมาผ่อนจ่าย จะได้เพิ่มได้ลดแล้วแต่นโยบายของรัฐสภาเป็นปีต่อปี ได้รับแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ไม่พอจ่ายก็ขอต่อรองผ่อนผันระยะยาวกันไปเท่าที่กองทัพเรือไหว เพราะเราเห็นถึงความสำคัญในส่วนของเราว่าสิ่งนี้จำเป็นที่สุดในหน้าที่ของเรา โดยไม่ก้าวก่ายงบประมาณส่วนอื่นๆของประเทศเลย โดยในปีนี้เราผ่อนงวดแรกไปหลักพันล้านบาทและอยู่ในส่วนงบของเราเองที่ได้รับอยู่แล้ว ไม่ได้ดึงงบโควิดหรืองบกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้แต่อย่างใด ถึงไม่ซื้อเรือดำน้ำเราก็ต้องเอาไปทำอย่างอื่น แต่เราเห็นว่าเรือดำน้ำสำคัญที่สุดในตอนนี้ เราจึงเลือก 

 

ส่วนเรื่องความโปรงใส เงินทอน อันนั้นก็ให้ผู้มีหน้าที่โดยตรงทั้งสื่อและองค์กรอิสระเป็นผู้ตรวจสอบกันต่อไป ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการอุบอิบเช่นกันครับ แต่เราต้องแยกให้ออก ไม่อยากให้โกง กับไม่อยากให้มีเรือ มันเป็นคนละประเด็นกัน

 

ถ้ามีใจรับฟังปัญหา มีเวลาศึกษาหาข้อมูลรอบด้านมากกว่าที่สื่อเจตนาเสี้ยม เราจะเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น และเห็นถึงความเสี่ยงและเปราะบางของอ่าวไทยและน่านน้ำในละแวกบ้านเราไปพร้อมๆกัน ประเทศเพื่อนบ้านที่จนๆกว่าเรา เขายังมีกันหมดแล้วครับและคนในชาติของเขาก็สนับสนุนเต็มที่ด้วยซ้ำไป เพราะ  เค้าต้องการความมั่นคงและการคุ้มครอง ผลประโยชน์ของชาติของพวกเค้า ส่วนประเทศของเราเอง มูลค่าของผลประโชน์แห่งชาติในทะเลอันมหาศาลโดยเฉพาะ บ่อน้ำมันที่เรายังมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน 3ประเทศ เราจึงมีความต้องการเรือดำน้ำ ใช้ในการป้องกันและรักษาในเรื่องความมั่นคงในทะเล เช่น การรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล คุ้มครองแหล่งน้ำมันกลางอ่าวไทย  การป้องกันฐานทัพเรือท่าเรือ บวก EEC อิสเทิรนซีบอร์ดแหลมฉบัง  ท่าเรือคลองเตย   และทางด้านฝั่งทะเลอันดามัน   ซึ่งจะต้องใช้เรือดำน้ำหลายลำ หากจะเปรียบเทียบมูลค่าราคาสิ่งที่จะป้องกันกับราคาของเรือดำน้ำ ก็เป็นลงทุนน้อยมากเทียบกับงบประมาณทั้งหมดที่จะจ่ายเข้าไปในโครงการ  สิ่งที่ได้รับคือ ความมั่นคงของชาติ ทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ  ฯลฯ  สิ่งนี้คือ แผนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่กองทัพเรือต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมันก็คือหลักประกันความมั่นคง การกินอิ่ม นอนอุ่น มีชีวิตปกติสุข และปากท้องของ ปชช. โดยตรงและมันก็เป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆสำหรับ "ความมั่นคง" ของประเทศในขณะนี้

 

ขอบคุณครับ

Cr : อดีตทหารเรือ Tiger Shark

Wednesday, August 27, 2008

ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า

เมื่อ ๒๖ ส.ค.๕๑ พธม.เพื่อประชาธิปไตยได้ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า เข้ายึด กค. NBT และทำเนียบรัฐบาล เรียบร้อย ในความรู้สึกส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับ พธม.ที่ทำอย่างนั้น เนื่องจาก พธม. เอาอำนาจอะไรบุกยึดและทำลายข้าวของ NBT ภาพที่ออกมาสะท้อนให้ประชาชนที่วางตัวเป็นกลางยิ่งมีความรู้สึกเอนเอียงเข้าสนับสนุนรัฐบาล บ้านเมืองต้องมีกฏหมาย หากไม่สามารถบังคับใช้ กม.ได้ บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร มิเช่นนั้นอาชญากรรมคงเต็มบ้านเต็มเมืองแน่ มองในมุมกลับ นับได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวสู่อีกขั้นหนึ่่งของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากมีการชุมนุมประท้วงใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน ที่มีผลต่อรัฐบาลอย่างชัดเจน ย้อนกลับไปดูสหรับฯ ก่อนที่จะมีระบอบประชาธิปไตยอย่างในปัจจุบันนี้ ก็ผ่านขั้นตอนเช่นนี้มาเหมือนกันครับ

Sunday, July 20, 2008

คณะอนุกรรมการประสานงานต่างประเทศเดินทางดูงานประเทศมาเลเซีย ภาค ๑

ได้มีโอกาสจาก กพร.ทร. ให้ร่วมเดินทางกับคณะอนุกรรมการประสานงานต่างประเทศ (อปต.) ในคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ ที่มี ผบ.สส. เป็นประธานฯ เดินทางไปประเทสมาเลเซีย เพื่อรวบรวมข้อมูลมาจัดทำยุทธศาสตร์ ๔ ด้าน เพื่อการปฏิบัติการจิตวิทยา เส้นทาง สุวรรรภูมิ - ปีนัง - คาเมรอน ไฮแลนด์ - กัวลาลัมเปอร์ - บุตตราจายา - สุวรรรภูมิ ๔ วัน ๔ คืน
นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมเคยเดินทางไปประเทศมาเลเซีย หลายครั้ง ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายเรือ ซึ่งตอนนั้นมักจะแวะเมืองท่าปีนัง หรือไม่ก็ลังกาวี และมีดอกาสเดินทางไปดูงานตามหลักสุตรนักศึกษาต่างๆ เช่น รร.สธ.ทร. ซึ่งเดินทางไปประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากขณะนั้น ประเทศไทยอยุ่ในภาะวิกฤตทางเศรษฐกิจ นัเรียน เสธ.ทร. จึงได้ไปดูงานประเทสที่ใกล้ ๆ ประเทศไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของเหล่าทัพ
จากการที่เคยไปมาก่อน ตอนแรกยังนึกว่าประเทศมาเลเซีย คงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แต่เมื่อได้เดินทางไปดูงานในครั้งนี้แล้ว รู้สึกได้ว่าวิสัยทัศน์ของประเทศมาเลเซียค่อนข้างที่จะกว้างไกล และสามารถทำได้จริง และส่งเสริมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเกาะลังกาวีให้เป็นเกาะปลอดภาษีแทนเกาะปีนัง ที่รัฐบาลมาเลเซียต้องการชะลอความเจริญของเกาะปีนังลง โดยหันไปส่งเสริมเกาะลังกาวีแทน การพัฒนาทางด้านการเกษตร โดยพัฒนาคาเมรอน ไฮแลนด์ ที่เป็นพื้นที่สูงของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ยริเวรตอนกลางของประเทศ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี สามารถปลูกพืชผักเมืองหนาวส่งออกประเทสสิงค์โปร์ นับว่าเป็นการพัฒนาทั้งด้านการท่องเที่ยวและด้านการเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม มีดรงแรมระดับสี่-ห้าดาวจำนวนมาก มีสนามกอล์ฟบนที่สูง อากาศดีมาก ในโรงแรมไม่มีแอร์นะครับ ต้องเปิดหน้าต่าง แต่อากาศเย็นสยายดีครับ มีปัญหาเดียวครับคือการเดินทางไป-หลับใช้ระยะเวลาขึ้นเขาประมาณสองชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างแคบและอันตราย การขับสวนกันต้องรู้ใจคนขัยสวนมานะครับ ไม่เช่นนั้นชนกันแน่
อีกเรื่องที่ขอชื่นชมผู้นำรัฐบาลของประเทศมาเลเซีย คือ เมืองใหม่บุตตราจายา ที่กล้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ลงทุนสร้างเมืองใหม่ ทุมเงินมหาศาล เพื่อลดปัญหาพื้นที่คับแคบในกัวลาลัมเปอรื ถึงแม้จะแล้วเสร็จมานานแล้ว ผมยังชื่นชมว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้ามาก ประเทศไทยน่าจะเอาเยี่ยงอย่างบางก็ดีนะครับ ย้ายหน่วยงานราชการไปอยู่ด้วยกัน ไปยังจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพ และส่งเสริมการขนส่งให้ทันสมัยสามารถเดินทางไปถึงได้ น่าจะแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพลงได้ด้วยนะครับ
อีกเรื่องที่ประเทศมาเลเซียทำลงไปแล้ว ผมมองว่าได้ประดยชนืด้านการประชาสัมพันธ์ประเทศเป็นอย่างมากคือการมีสนามแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันครับ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ถึงแม้ว่าจะมีการแข่งขันกันปีละ ๑ หนเท่านั้น แต่อย่างลืมว่าการแข่งขันนั้นมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทั่วโลก ประเทศมาเลเซียรับไปเต็มๆ ไม่ต้องลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์ประเทสเลย นับว่ายิงนกนัดเดียวได้นกสองตัวเลยที่เดียว เจ๋งมาก ส่วนเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งทางบกนั้น ประเทสมาเลเซียได้สร้างไฮเวย์จากตอนเหนือติดชายแดนประเทศไทยลงไปสุดชายอดนด้านใต้ติดประเทสสิงค์โปร์ นับว่าเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมของประเทศเลยที่เดียว เส้นทางสะอาด ขับง่าย มีจุดพักรถชัดเจน นับได้ว่าเป็นอีกการพัฒนาหนึ่งที่รองรับการพัมนาการท่องเทียวและเศรษฐกิจเป็นอย่างดี
คราวนี้ผมจะพูดถึงจุดแข็งด้านสังคมของประเทสมาเลเซียที่ผมพบก็คือการยู่ในสังคมที่หลากหลายเชืื้อชาติได้เป็นอย่างดี ไม่ทราบง่าด้วยสาเหตุใดก้ตาม แต่สิ่งหนึ่งคือการอยุ่กัยอย่างสันติ ภายใต้กรอบ กฏ ระเบียบอันเดียวกันได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งน่าจะมาจากการวางรากฐานที่ดีของประเทสอังกฤษ ที่เคยปกครองประเทศมาเลเซียมาก่อน เป็นผู้ที่วางกฏระเบียบไว้ อีกทั้งมองว่าประเทศอังกฤษ ได้กำหนดเรื่องภูมิบุตร ทำให้ชาวมาเลย์ทท้องถิ่นที่เป็นผู้อยู่อาศัยมาก่อนคนจีน คนอินเดีย จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนคนจีย คนอินเดีย และผมสังเกตว่าคนมาเลยืท้องถิ่นนิยมที่จะเป็นข้าราชการ ส่วนคนจีนในมาเลยืนั้นจะเป็นนักธุรกิจ ส่วนคนอินเดียจะมาเป็นแรงงานทั่วๆ ไป สังคมอยู่กันอย่างเรียบร้อยได้ ไม่น่าเชื่อครับ
ประเทศมาเลเซียมีการปกครองแบบรัฐ และเขตปกครองพิเศษครับ ผมว่าการเป็นเขตปกครองพิเศษ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร กลับทำหใ้การปกครองทำได้ง่ายมากขึ้น และคนท้องถิ่นสามารถที่จะปกครองกันเองได้ ไม่มีการเรียกร้องแยกดินแดนต่างๆ
เมื่อพูกด้านดีแล้ว ด้านที่เป็นข้อด้อยของมาเลเซียก็มีนะครับ แล้วผมจะเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ

Sunday, June 17, 2007

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับมุมมองของผม

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีหัวใจอยู่สามประการ ได้แก่ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ตลอดจนสองเงื่อนไขสำคัญ คือ มีความรู้ และมีคุณธรรม ซึ่งส่วนตัวผมเองพยายามจะนำมาปฏิบัติจึงต้องมีการมาวิเคราะห์หรือแปลความหมายของหลักปรัชญาดังกล่าว ดังนี้
- พอประมาณ ผมมองจากชีวิตประจำวันว่าการที่จะพอประมารในระดับครอบครัวก็คือการที่ไม่ซื้อของที่มีอยู่แล้วจนเกินความจำเป็น ตัวอย่างอีกข้อหนึ่งที่ผมมองก็คือลูกสาวผมชอบมักจะขอให้คุณพ่อและคุรแม่ซื้อกล่องใส่ดินสอใหม่ ๆ ให้เสมอ ๆ หรือแทบทุกครั้งที่ไปเดินห้างสรรพสินค้า ผมจึงมองว่าการที่เราซื้อให้ลูกนั้น มันเกินความพอประมาณหรือปล่าว เนื่องจากเป็นสิ่งของลูกสาวผมมีอยู่จำนวนมาก แต่ลูกสาวผมมักจะใช้แล้วไม่เก็บจึงมักจะบอกว่าของมันหาย ดังนั้น การซ้อของที่มีอยู่จนเกินความจำเป็นน่าจะเป็นการเกินความพอประมาณ
- มีเหตุผล ในมุมมองผมนั้น มองถึงความต้องการ (Want) หรือ จำเป็น (Need) เนื่องจากผมมองว่าการที่เราซื้อของมาด้วยความอยากนั้น น่ารจะเป็นการเกินความพอประมาณ แต่ถ้าเราสามารถตอบตัวเองได้ว่าซื้อเพื่อความจำเป็นอะไร ก็น่าอยู่ในความพอประมาณได้
- มีภูมิคุ้มกัน ผมมองว่าต้องรู้เท่าทัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ อันเนื่องมาจากเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ ไปด้วย ดังนั้น การที่เราจะนำเทคโนโลยี่อะไรมาใช้ ก็ควรจะต้องมีความรอบรู้ และรู้เท่าทันสิ่งที่เรานำมาใช้ มิเช่นนั้น จะกลายเป็นดาบที่กลับไปทิ่มแทงตัวเราเองได้
- มีความรู้นั้น ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการที่ต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้มีภุมิคุ้มกัน
- สุดท้ายเรื่องคุณะธรรมนั้น น่าจะเป็นการที่จะต้องเรียนรู้หลักธรรมะ รู้จักการเข้าวัดบ้าง จิตใจจะได้อ่อนโยน และคิดดี ทำดี

Sunday, June 10, 2007

การที่ประเทศสหรัฐฯกลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลกในยุคโลกาภิวัตน์

หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น สถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นยุคที่ประเทศสหรัฐฯกลายเป็นมหาอำนาจขั้วเดี่ยวที่พอจะยกมาเป็นตัวอย่างอ้างอิงให้ทราบคือ คำกล่าวของ Zbigniew Kazimierz Brzezenski อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี คาร์เตอร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ The Hegemony of a new type สรุปได้ว่า “...ไม่เคยมียุคใดสมัยใดเลยที่ประเทศมหาอำนาจของโลกจะมีอำนาจเหนือประชาคมโลกอย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้มาก่อนอย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐฯมีอยู่ทุกวันนี้ โดยประเทศสหรัฐฯ ครองความเป็นเจ้าเหนือประชาคมโลก ในทุกมิติโดยเฉพาะมิติที่สำคัญ ๔ มิติดังต่อไปนี้
มิติทางทหาร: ประเทศสหรัฐฯ มีการวางกำลังทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก มีพลังอำนาจเหนือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
มิติทางเศรษฐกิจ : GDP เคยใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ในปัจจุบันร้อยละ ๓๐ หรือประมาณ ๑๐ ล้านล้านเหรียญ
มิติทางเทคโนโลยี : การวิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีทุก ๆ ด้านของประเทศสหรัฐฯ มีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
มิติทางวัฒนธรรม: ประเทศต่าง ๆ ยอมรับวัฒนธรรมของประเทศสหรัฐฯ อย่างเต็มใจ เช่น ๓ใน ๔ ของตลาดภาพยนตร์มาจากประเทศสหรัฐฯ ซึ่งแทรกความเป็นฮีโรของประเทศสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสหรัฐฯ เข้าครอบงำทางวัฒนธรรมของโลกอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาษา, อาหาร, การแต่งกาย, การเมือง, ระบบเศรษฐกิจ, วิชาความรู้, อินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ประเทศสหรัฐฯ มีอิทธิพลเหนือสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เช่น UN, IMF,WB, WTO …”
อย่างไรก็ตามเมื่อประมวลเหตุการณ์หลัก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศสหรัฐฯครองความเป็นประเทศมหาอำนาจขั้วเดี่ยวแล้วนั้น มีเหตุการณ์ที่สำคัญตามมา ๓ เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ซึ่งประกอบด้วย คำประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ (Globalization) และการเกิดขึ้นของกลุ่มมหาอำนาจชั้นรอง (Major Power Countries) ที่ต่อต้านมหาอำนาจขั้วเดี่ยว ซึ่งจะกล่าวถึงพอสังเขปดังต่อไปนี้
- คำประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ดังที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ของประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศจัดระเบียบโลกใหม่เพื่อให้ประชาคมโลกเดินตามระเบียบอันนี้เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๓ (๙/๑๑ ในปี ค.ศ.๑๙๙๐) ทำให้โลกทั้งโลกต้องเดินตามคำประกาศการจัดระเบียบใหม่อันนี้อย่างว่าง่าย ระเบียบโลกใหม่ประกอบไปด้วยสาระสำคัญ ๔ ประการคือ
๑) ความเป็นประชาธิปไตย (Democracy)
๒) สิทธิมนุษยชน (Human Right)
๓) สภาพแวดล้อม (Environment)
๔) การค้าเสรี (Free Trade)
ซึ่งสาระสำคัญทั้ง ๔ ประการดังกล่าวในเวลาต่อมากลายเป็นเครื่องมือของประเทศประเทศสหรัฐฯและพันธมิตรในการจัดระเบียบและแสวงหาประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การบีบบังคับประเทศต่าง ๆ ในประชาคมโลกให้อยู่ภายใต้อิทธิพลอำนาจของตนในทุก ๆ ด้านเพื่อการเกื้อกูลต่อการปฏิบัติการในด้านอื่น ๆ ดังตัวอย่างคือ การกีดกันด้านการค้าต่อประเทศ ที่ไม่ดำเนินการตามสาระสำคัญของ New World Order ได้แก่ บางประเทศที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายสภาพแวดล้อมของโลก หรือไม่เปิดตลาดให้มีการค้าแบบเสรีกับประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น
การจัดระเบียบโลก เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ ในยุคล่าอาณานิคม เมื่อศตวรรษที่ ๑๕ กระแสโลกาภิวัตน์คือกระแสของความทันสมัย (Modernization) ที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกใช้เป็นเงื่อนไขในการล่าอาณานิคมเพื่อยึดครองพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

- การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ ( Globalization ) โดยอาศัยเงื่อนไขของความเจริญก้าวหน้าด้านการคมนาคมขนส่งและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ที่เชื่อมโยงทุกอย่างทั่วโลกให้เชื่อมถึงกันหมด ในทางวิทยาการด้านวิชารัฐศาสตร์กล่าวถึงกระแสโลกาภิวัตน์ว่าเนื่องจากระบบทุนนิยมเสรีแบบเก่าประสบความล้มเหลวด้านพัฒนาการ ทำให้กลุ่มทุนนิยมเสรีที่มีอำนาจครอบครองเศรษฐกิจของโลกต้องสร้างระบบทุนนิยมเสรีขึ้นมาใหม่ (Neo-Liberalism) เพื่อที่จะดำรงรักษาพลังทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มทุนนิยมเสรีดังกล่าวให้ได้ พัฒนาการในการคิดค้นและสร้างความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology : IT ) เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายของกลุ่มทุนดังกล่าว เมื่อเทคโนโลยีด้านสารสนเทศมีความก้าวหน้า สิ่งที่ตามมาคือยุคสมัยของโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นนั่นเอง ดังนั้นโลกาภิวัตน์จึงมิได้เกิดขึ้นมาเองของยุคสมัย แต่มีผู้กำกับเรื่องการเกิดขึ้นและการดำเนินไปของโลกาภิวัตน์ในทุกขั้นตอน IT พัฒนามาจากพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ การพัฒนามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ผู้ที่สามารถครองความเหนือกว่าทาง IT ในยุคโลกาภิวัตน์คือประเทศประเทศสหรัฐฯและพันธมิตร รวมทั้งการเป็นผู้นำของฝ่ายทุนนิยมเสรีใหม่ ดังนั้น ประเทศสหรัฐฯจึงเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถใช้โลกาภิวัตน์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของตนได้มากที่สุด ประเทศที่พยายามตามความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์ ถ้าตามทันก็จะได้ประโยชน์ ถ้าตามไม่ทันก็จะเผชิญกับภัยคุกคามในทุก ๆ ด้าน ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนากระแสโลกาภิวัตน์ ในที่นี้จะกล่าวถึงสภาพแวดล้อมใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์พอสังเขป ดังนี้
- ความเจริญของเทคโนโลยีทุก ๆ ด้าน พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เช่น นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น ไม่มีประเทศใด ที่จะตามการก้าวกระโดดทางด้านพัฒนาการเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯได้ทัน ประเทศสหรัฐฯจึงเป็นประเทศเดียวที่ผูกขาดการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง มีความเหนือชั้น ยากที่ประเทศใดจะเข้าใจได้ ตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในหลาย ๆ ด้านพร้อมกันคือ สงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ สงครามอิรัก เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ ซึ่งทำให้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศสหรัฐฯในประชาคมโลกมีความโดดเด่น เพิ่มเสริมพลังอำนาจของประเทศสหรัฐฯได้อย่างเหนือชั้น ในขณะเดียวกันทำให้นักธุรกิจของกลุ่มทุน ที่ผลิตอาวุธ และค้าอาวุธ สามารถขายอาวุธของตนเองได้เป็นมูลค่ามหาศาล
- พัฒนาการของ IT ทำให้ยุคนี้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าเป็นยุคสงครามสารสนเทศ หรือยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare : IW) มีผลกระทบอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลก กล่าวคือ สงครามสารสนเทศได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับทุก ๆ สถานการณ์ในโลก ทำให้รูปแบบของสงครามเปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่ไม่เข้าใจจะตกเป็นเหยื่อสงครามดังกล่าว ตัวอย่างของสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ได้ใช้สงครามสารสนเทศหลายรูปแบบพร้อม ๆ กัน ที่เห็นได้ชัดคือ การใช้สื่อ CNN สงครามครั้งนั้นได้พัฒนาไปถึงขั้นทำให้ประชาคมโลกทั่วทุกหนทุกแห่งได้เห็นภาพสนามรบในเวลาจริง (Real Time) พร้อมกันทั่วทั้งโลก ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ได้เห็นภาพการทำลายล้างด้วยอาวุธสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และรุนแรง เช่นเดียวกันกับสงครามอัฟกานิสถาน พ.ศ.๒๕๔๔ สงครามอิรัก พ.ศ.๒๕๔๖ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือการทำให้ผู้ที่รับข่าวสารเชื่อไปในแนวทางเดียวกันอย่างไม่มีข้อสงสัยจากข่าวสารที่ได้รับ มหาวิทยาลัยป้องกันของกองทัพประเทศประเทศสหรัฐฯ (U.S. National Defense University : U.S.NDU) ได้กำหนดรูปแบบของสงครามสารสนเทศออกเป็น ๗ รูปแบบและมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางดังนี้
๑) สงครามการควบคุมบังคับบัญชา (Command and control warfare) ที่มุ่งกระทำต่อระบบในการควบคุมบังคับบัญชาของกองทัพฝ่ายตรงข้าม ให้เกิดการสับสน และใช้การไม่ได้ ไม่สามารถบังคับบัญชาและสั่งการกองทัพของตนในการรบได้ ในขณะเดียวกัน ก็สร้างระบบป้องกันการควบคุมบังคับบัญชาของฝ่ายตนให้ใช้ได้อยู่เสมอ
๒) สงครามฐานข่าวกรอง (Intelligence based warfare) เป็นสงครามเรื่องการให้ได้มาซึ่งข่าวสารและข่าวกรองที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจจะใช้ทั้งการจารกรรมด้วยสายลับที่เป็นตัวบุคคล และจารกรรมทางไซเบอร์และแฮ็กเกอร์ ซึ่งข่าวสารที่ได้มาเพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคงของประเทศจะครอบคลุมพลังอำนาจของชาติในทุก ๆ ด้าน ข่าวสารที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นเครื่องประกันชัยชนะในการทำสงครามในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นประเทศมหาอำนาจทั้งหลายจึงต้องทุ่มเททรัพยากรเพื่องานด้านนี้อย่างมหาศาล
๓) สงครามอิเลคทรอนิกส์ (Electronics Warfare : EW) เป็นการใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ในการทำสงคราม ให้ได้ชัยชนะต่อฝ่ายตรงข้ามเพื่อสนับสนุนงานสงครามด้านอื่น ๆ ประเทศมหาอำนาจได้มีการพัฒนา EW ให้มีความล้ำหน้าไปไกลมาก ในปัจจุบันการปฏิบัติพื้นฐานของสงครามนี้ ทำโดย ๑. ใช้ดักฟัง (radio interception) ๒. การหาทิศ (direction finding) และ ๓. คือ การรบกวน (jamming) แต่ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอล การดักรับดักฟังการสื่อสารในทุกรูปแบบกระทำได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพราะเครื่องมือเทคโนโลยีสูงได้ถูกพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบดาวเทียมในอวกาศที่สามารถดักรับดักฟังและมองให้เห็นการเคลื่อนไหวข้ามทวีปได้ สามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์แจมเข้าไปยังระบบการไหลเวียนเงินตราของธนาคารต่าง ๆ ทั่วโลกได้
๔) สงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเกี่ยวข้องมากขึ้น สามารถแพร่ข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางด้วยเครื่องมือหลากหลายชนิด เช่น โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ วิทยุ หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป้าหมายของสงครามจิตวิทยาคือการเปลี่ยนความเชื่อของกลุ่มบุคคลเป้าหมาย โดยการเผยแพร่ข่าวสารที่ต้องการให้กลุ่มบุคคลเป้าหมายเชื่อออกไปตามสื่อต่าง ๆ ถ้าสื่อหลายชนิดเสนอข่าวที่ถูกต้องตรงกัน ผู้รับก็จะเชื่อข่าวสารนั้นได้โดยง่าย เช่น เมื่อข่าวสารถูกเผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์ CNN ผู้รับข่าวสารก็จะให้ค่าของความเชื่อในระดับที่สูง ยิ่งถ้าข่าวสารย้ำข้อความลงในอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีการเตรียมเว็บไซต์ไว้เป็นจำนวนอย่างน้อย ๑๐-๑๐๐ เว็บไซต์ (ซึ่งปัจจุบันนี้ทำได้ง่าย) ข่าวสารนั้นก็จะได้รับการเชื่อถือ
๕) สงครามแฮ็กเกอร์ (Hackers Warfare) โดยอาศัยเครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและมีนักแฮ็กเกอร์ที่สามารถเจาะเข้าไปยังข้อมูลที่ต้องการของเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ก่อนปี ค.ศ.๑๙๙๗ รัฐบาลประเทศสหรัฐฯเคยถูกกล่าวหาว่าส่งนักแฮ็กเกอร์เข้าไปโจรกรรมข้อมูลด้านเศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรปและมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๙/๑๑ เรื่องจึงได้เงียบหายไป องค์กร ซีไอเอ ได้เคยแจ้งเตือนเรื่องมีนักแฮ็กเกอร์ของจีนและรัสเซียจะเข้าไปโจรกรรมข้อมูลลับของประเทศสหรัฐฯ นักแฮ็กเกอร์ข่าวสารด้านเศรษฐกิจได้โจรกรรมข้อมูลด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศก่อนที่จะเปิดสงครามทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.๒๕๔๐
๖) สงครามฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ (Economical based Warfare) เมื่อฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกเข้าสู่ระบบ Online ทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับนักแฮ็กเกอร์สามารถเข้าไปแสวงประโยชน์จากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นได้ โลกาภิวัตน์เป็นเพียงเครื่องมือที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบทุนเสรีแบบใหม่ตามหลักวิชารัฐศาสตร์ที่กล่าวถึงมาแล้ว ทั้งนี้เพราะ IT ทำให้สามารถล่วงรู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจในระดับลึกเพียงใดก็ได้ นายจ๊อร์จ โซรอส ได้ใช้สงครามรูปแบบนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเริ่มต้นที่ประเทศประเทศไทยแล้วแผ่ขยายผลไปทั่วเอเชีย ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศสหรัฐฯคิดเป็นปริมาณไม่ต่ำกว่า ๒๘ ล้านล้านบาท สามารถควบคุมเศรษฐกิจของเอเชียได้ทั้งทวีปในชั่วข้ามคืน
๗) สงครามไซเบอร์ (Cyber warfare) เป็นสงครามเชิงข้อมูลข่าวสารที่มีความกว้างขวางอย่างไร้ขอบเขตจำกัด ข้อมูลอารยะธรรมที่มีความเข้มแข็งกว่าไหลบ่าท่วมอีกอารยะธรรมหนึ่ง เช่น : สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากประเทศประเทศสหรัฐฯโดยอ้างถึงรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่า ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ได้อนุมัติคำสั่ง ให้หน่วยงานรัฐบาลเตรียมแผนไซเบอร์แอตแทคโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของฝ่ายตรงข้าม
จากการที่ประเทศประเทศสหรัฐฯเป็นผู้ที่ใช้สงครามทั้ง ๗ รูปแบบ ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ต้องพัฒนาและใช้ทำสงครามตอบโต้ เช่น เมื่อครั้งที่มีการโจมตีค่าเงินของจีนที่ฮ่องกง จีนได้ใช้นักแฮ็กเกอร์ตอบโต้การตีค่าเงินจนกระทั่งนักสงครามทางการเงินของประเทศสหรัฐฯเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ดังนั้น ถ้าผู้ที่รู้และตามทันเทคโนโลยีสงครามสารสนเทศรวมทั้งเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมแต้มคูของสงคราม จะสามารถแสวงประโยชน์จากโอกาสอันนี้ได้ แต่ถ้าไม่รู้เท่าทัน สงครามสารสนเทศจะกลายเป็นภัยคุกคาม
- พื้นฐานสำคัญอีกประการหนึ่งของยุคโลกาภิวัตน์ คือการขนส่งได้รับการพัฒนาให้มีความรวดเร็วและขนส่งได้จำนวนมากขึ้น ผลกระทบของเรื่องดังกล่าวทำให้มีการขนส่งสินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บรรษัทข้ามชาติของประเทศที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจสูงกว่ามีขีดความสามารถในการเข้าครอบครองเศรษฐกิจของโลกได้เหนือกว่า และยังทำให้ประเทศมหาอำนาจสามารถเคลื่อนย้ายกำลังทหารและยุทโธปกรณ์เข้าทำการรบในสมรภูมิใด ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ในการทำสงครามอัฟกานิสถานของประเทศสหรัฐฯ สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี ๒๕๔๖ เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเป็นอดีตจะใช้เวลายาวนานกว่านี้มาก
- มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ครั้งละมาก ๆ และรวดเร็วกว่าในอดีต ทำให้บรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจได้ประโยชน์ เช่น บรรษัทข้ามชาติของประเทศมหาอำนาจเข้าครอบครองธุรกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว การเข้าซื้อธุรกิจ ด้านการธนาคาร จากประเทศที่พ่ายแพ้สงครามทางการเงินในเอเชียปี ๒๕๔๐ เป็นต้น

- การเกิดขึ้นของกลุ่มมหาอำนาจชั้นรองที่ต่อต้านมหาอำนาจขั้วเดี่ยว มีการรวมกลุ่มกันของหลายประเทศเพื่อต่อรองพลังอำนาจของประเทศสหรัฐฯ เช่น เมื่อครั้งที่ประเทศสหรัฐฯตัดสินใจเข้าโจมตีอิรักเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ ทำให้หลายประเทศสูญเสียประโยชน์ในอิรักและในตะวันออกกลาง จึงร่วมกันต่อต้าน ทำให้เกิดขั้วอำนาจใหม่ ๒ ขั้วอย่างไม่เป็นทางการคือ ขั้วของประเทศสหรัฐฯและพันธมิตรกับขั้วที่ต่อต้านประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีแกนนำที่เป็นประเทศมหาอำนาจชั้นรองหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย กลุ่มสหภาพยุโรป บางประเทศ เป็นต้น

การปะทะกันทางวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่

Sammual P. Huntington นักทฤษฎีรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันได้กล่าวถึงสถานการณ์โลกหลังยุคสิ้นสุดสงครามเย็นไว้ในหนังสือ The Clash of Civilization หรือ การปะทะกันทางวัฒนธรรมไว้ถึงแนวโน้มของการที่จะมีการปะทะกันทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จะทวีความรุนแรงขึ้นในยุคหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ซึ่งจากแนวความคิดอันนี้ทำให้เกิดผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกที่หลายประการ พอที่จะสรุปได้ดังนี้
- เกิดการต่อสู้ของวัฒนธรรมทางศาสนา ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการต่อสู้ของสองศาสนาใหญ่นับพันปีคือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและอิสลามในรูปของ “สงครามครูเสด” สงครามดังกล่าวได้ลดความรุนแรงลงระยะหนึ่งอันเนื่องมาจากชาวมุสลิมตกเป็นผู้อยู่ภายใต้การควบคุมของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในยุคล่าอาณานิคม พื้นที่ความมั่งคั่งของชาวมุสลิมถูกชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกยึดครองเป็นส่วนใหญ่ เช่น การยึดครองตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งพลังงานของโลก การปลดแอกจากการยึดครองของชาวคริสต์ได้ผลเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง พลังของชาวมุสลิมเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังยุคสงครามเย็น ศาสนาอิสลามเริ่มเข้าไปในยุโรปและประเทศสหรัฐฯ รวมทั้งเข้าไปในประเทศโลกที่ ๓ คือ ประเทศในทวีปอาฟริกา ซึ่งนับวันผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะมากขึ้นในเขตของชาวคริสต์ ภาพการก่อการร้ายของชาวมุสลิมหัวรุนแรงเริ่มปรากฏขึ้น มีภาพผู้นำการต่อสู้ของชาวมุสลิมปรากฏเด่นชัดขึ้น จากปรากฏการณ์การก่อการร้ายวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๔ หรือเหตุการณ์ ๙/๑๑ ภาพการก่อการร้ายของชาวมุสลิมหัวรุนแรงที่มีผู้นำโดย โอซามา บิน ลาเดน ได้ขยายอิทธิพลครอบคลุมหลายพื้นที่ในโลก นอกจากนั้นผลผลิตของการปะทะกันทางวัฒนธรรมยังมีเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ อีก เช่น สงครามอัฟกานิสถาน สงครามอิรัก วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตการณ์ในทวีปอาฟริกาหลายพื้นที่เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงของความขัดแย้งกันทางวัฒนธรรมศาสนาทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามกรณีเหตุการณ์ ๙/๑๑ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อการร้ายสากลที่แพร่ขยายเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาคมโลกนั้น อยู่ในกรอบของการปะทะกันทางวัฒนธรรม ยังมีความเชื่ออีกกระแสหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างขึ้น เพื่อหวังผลในการสร้างความเสียหายให้กับภาพพจน์ชาวมุสลิม กับอีกเหตุผลหนึ่งเพื่อที่จะอ้างสิทธิความชอบธรรมในการเข้าไปยึดครองแหล่งทรัพยากรน้ำมันในตะวันออกกลาง รวมทั้งเหตุผลทางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการปิดล้อมประเทศมหาอำนาจที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ[i]
- เกิดขั้วมหาอำนาจตะวันตกและตะวันออก โดยในอดีตที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มยุคล่าอาณานิคม ประมาณต้นศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา อารยธรรมตะวันตกมีอิทธิพลเหนืออารยธรรมตะวันออก ประเทศอารยธรรมตะวันตกแสดงบทบาทเป็นผู้ล่าอาณานิคม และเข้าครอบครองและควบคุมชาวตะวันออก เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง วิวัฒนาการทางพลังอำนาจของอารยธรรมตะวันออกเพิ่มสูงขึ้น พลังอำนาจของอารยธรรมตะวันออกเริ่มคานอำนาจของอารยธรรมตะวันตกได้มากขึ้น ณ ปัจจุบันนี้พลังอำนาจของชาลีเริ่มสูงขึ้น การแสดงตนของความเป็นผู้นำทางอารยธรรมตะวันออกเริ่มเด่นชัดมากขึ้น หลายประเทศในเอเชียรวมทั้งทางยุโรปล้วนมีนโนบาย Look East ถนนทุกสายมุ่งตรงไปที่ชาลี ประเทศที่เคยเป็นคู่อริกับชาลีในอดีตเช่น รัสเซีย อินเดีย และแม้กระทั่งญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับชาลีในฐานะความเป็นประเทศมหาอำนาจผู้นำทางตะวันออกและเป็นผู้แทนของอารยธรรมตะวันออก อย่างไรก็ตามการต่อสู้ของ ๒ อารยธรรมทั้งตะวันตกและตะวันออกยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีผู้นำทางตะวันออกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การปะทะกันหรือการต่อสู้กันทางวัฒนธรรมของตะวันตกโดยมีประเทศสหรัฐฯเป็นผู้นำ กับชาลีที่เป็นผู้นำทางอารยธรรมตะวันออกจะมีการปะทะกันรุนแรงขึ้นตามลำดับ ส่วนรูปแบบของการปะทะกันจะออกมาในรูปแบบของสงครามตัวแทน (Proxy War) เช่น วิกฤตการณ์ไต้หวัน วิกฤตการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งประเด็นทางวัฒนธรรมที่แอบแฝงอยู่ในผลประโยชน์ที่มีการกล่าวอ้าง
- เกิดขั้วมหาอำนาจแบบผสม อันเกิดจากการรวมกลุ่มของประเทศมหาอำนาจทั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวัฒนธรรมและประเด็นที่นอกเหนือจากประเด็นที่ไม่ใช่วัฒนธรรม ปรากฏการณ์ของการรวมกลุ่มกันของประเทศมหาอำนาจทั้งทางตะวันออกและตะวันตก ที่ร่วมกันต่อต้านการโจมตีอิรักเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๔๖ อันประกอบไปด้วย ชาลี รัสเซีย และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปบางประเทศ เพื่อที่จะคานกับประเทศสหรัฐฯและพันธมิตร อย่างไรก็ตามการรวมกลุ่มดังกล่าว แม้ว่าจะได้เห็นการรวมกลุ่มที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาไม่นานแต่สถานการณ์แวดล้อมที่จะทำให้เกิดแนวความคิดอันนี้ของประเทศมหาอำนาจทั้งหลายมีเป็นรูปธรรมมานานแล้วแต่ยังไม่มีสถานการณ์ร่วมที่จะทำให้สามารถแสดงบทบาทร่วมเช่นนี้ได้ ทางฝ่ายชาลีก็ได้กำหนดท่าทีอย่างเด่นชัดว่าผู้ที่เป็นภัยคุกคามชาลี คือ ประเทศสหรัฐฯ ส่วนด้านรัสเซียที่เคยได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯจนทำให้อดีตสหภาพโซเวียตต้องล่มสลาย ภัยคุกคามที่ถือว่าเป็นปัญหาหลัก จึงมาจากประเทศสหรัฐฯมากกว่าประเทศอื่น ๆ อีกทั้งการที่ประเทศสหรัฐฯอ้างความชอบธรรมในการโจมตีอิรักอันเป็นดินแดนผลประโยชน์ของรัสเซียด้วยแล้ว ทำให้รัสเซียต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน โดยอาศัยชาลีที่เป็นพันธมิตรในปัจจุบันและช่วยเหลือรัสเซียมาโดยตลอดในช่วงที่รัสเซียประสบกับวิกฤตการณ์ด้านการเงิน ในทำนองเดียวกัน สหภาพยุโรปได้ประกาศร่วมกันตั้งเงินสกุลยูโรขึ้นมา เพื่อเป็นแกนในการต่อสู้ด้านเศรษฐกิจกับประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันเงินยูโรยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะสู้กับเงินดอลลาร์ของประเทศสหรัฐฯ ชาลีจึงเป็นประเทศที่เป็นพันธมิตรการต่อสู้ทางด้านเศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรป ทำให้สินค้าของประเทศดังกล่าวมีกระจายอยู่เป็นจำนวนมากในตลาดภายในของชาลี ทำนองเดียวกันสินค้าของชาลีก็ถูกส่งไปขายยังตลาดของประเทศมหาอำนาจดังกล่าวเช่นกันเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนและร่วมมือ ชาลีและรัสเซีย รวมทั้งประเทศในยุโรปตะวันออกได้ตกลงด้านความร่วมมือกับชาลีในองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organizations : SCO) มีการซ้อมรบร่วมกันของประเทศสมาชิก ทำให้แนวโน้มของความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจทั้งที่เป็นอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกมารวมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อคานอำนาจกับประเทศสหรัฐฯ
จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกโดยภาพรวมและเงื่อนไขปัจจัยภายในของแต่ละประเทศ แต่เหตุปัจจัยอันเนื่องจากสถานการณ์ภายนอกอันมีผู้เล่นที่เป็นประเทศ (State Actors) เป็นเหตุปัจจัยที่จะมาช่วยกระตุ้นให้เกิดสถานการณ์ใด ๆ ขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจที่มีพลังอำนาจที่เป็นศักยภาพเพียงพอที่จะทำได้ รวมทั้งมีเจตนารมณ์ที่สามารถดูได้จากผลประโยชน์แห่งชาติและความตั้งใจของผู้นำประเทศ รวมทั้งกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันนโยบายรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจได้ นอกจากนั้นผู้แสดงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐ (Non State Actors) ยังมีส่วนในการผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นในโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เป็นต้น อย่างไรก็ตามองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นผู้เล่นบนเวทีโลกที่ไม่ใช่รัฐดังกล่าวย่อมได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่แสดงอิทธิพลเพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น บ่อยครั้งองค์กรดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์ขึ้น ซึ่งภาพที่ปรากฏคือเป็นไปตามบทบาทและหน้าที่ที่กล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษรขององค์กรนั้น ๆ โดยมีประเทศมหาอำนาจบางประเทศที่ให้การสนับสนุนและกำกับนโยบายในการดำเนินการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ประเทศมหาอำนาจยังใช้ประเทศบริวารเป็นผู้ทำสงครามตัวแทน

การเปลี่ยนแปลงภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของโลกและสุริยะจักรวาล

องค์การนาซ่าของสหรัฐฯ ได้นำเสนอผลการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของจักรวาล ๑ เรื่องคือ
เหตุการณ์ดาวพฤหัสบดีถูกชน โดยขบวนดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี ๙ ได้ถูกพยากรณ์ล่วงหน้าไว้เป็นเวลากว่าปีเศษทีเดียว โดยคณะนักดาราศาสตร์สามคน คือ "ยูจี ชูเมกเกอร์" (Eugene Shoemaker) ,"คาโรลีน ชูเมกเกอร์" (Carolyn Shoemaker) ภรรยาของยูชาลี และ "เดวิด เลวี" (David Levy) จากการค้นพบของคณะนักล่าดาวหางผู้ประสบความสำเร็จในการตามล่าดาวหางมาอย่างดี ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๙๓ โดยกล้องโทรทรรศน์ขนาด ๑๘ นิ้ว ที่หอดูดาวพาโลมาร์ และก็เป็นผลงานการค้นพบดาวหางร่วมกันของสองสามีภรรยาชูเมกเกอร์กับเดวิด เลวี เป็นดวงที่ ๙
ขบวนดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี ๙ เคลื่อนที่เข้าชนดาวพฤหัสบดีด้วยความเร็วกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง (๒๐๘,๐๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ผลจากการชนรุนแรงยิ่งกว่าอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีอยู่บนโลก และมนุษย์โลกก็ได้ มีผลทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนบนดาวพฤหัสฯ และแรงสั่นสะเทือนอันนั้นสะท้อนไปกระทบดวงดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะจักรวาล รวมทั้งกระทบต่อธรรมชาติของโลกด้วย ในส่วนของโลก มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง เกิดปรากฏการณ์เอลนีโน ลานีน่า เป็นต้น เกิดการเปลี่ยนแปลงสนามขั้วแม่เหล็กโลกอย่างรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อพื้นผิวบนโลกอีกขนานใหญ่ เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ จากการศึกษาอย่างขมักเขม้นทำให้ทราบว่า พื้นที่เพาะปลูกหลายพื้นที่ถูกทำลาย ลงทำให้การผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกลดลง พื้นที่ที่เหลือจะประกอบไปด้วยประเทศน้ำเงินบางส่วน พื้นที่ในอาเซียนบางส่วน รวมทั้งพื้นที่ตอนใต้ของชาลี จากผลการศึกษายังมีรายงานต่อไปว่าด้วยเหตุอันนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ความมั่นคั่งบนพื้นโลก และมีผลทำให้เปลี่ยนแปลงการเป็นมหาอำนาจของโลกด้วย ชาลี จะได้รับอานิสงอันนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งผลจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นานในอนาคตนี้ การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกหลายประการซึ่งจะกล่าวพอสังเขปดังต่อไปนี้
- เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เช่น ทำให้ฤดูกาลในแต่ละพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น เช่น พายุ Katrina ในประเทศสหรัฐฯและกรณีอื่น ๆ อีกในหลายพื้นที่ ผลกระทบประการหนึ่งคือ พื้นที่ผลิตอาหารบนผิวโลกถูกทำลาย ทำให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกที่ยังเหลือบนพื้นโลก อันจะนำไปสู่การยึดกุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางด้านการผลิตอาหารของโลกและจะสามารถใช้อาหารที่มีจำกัดเป็นอาวุธในการต่อสู้ในเวทีโลกที่เรียกว่า “โภชนาวุธ” พื้นที่ที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของ เอล นีโน่ น้อยที่สุด และยังคงเป็นพื้นที่ที่สามารถผลิตอาหารได้เป็นปกติคือ พื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศและพื้นที่ตอนใต้ของชาลี พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีการแย่งชิงในอนาคต พื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากปรากฏการณ์ เอล นีโน่ ที่จะค่อย ๆ ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เช่น พายุ เฮอริเคนในประเทศสหรัฐฯที่นับวันจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ แผ่นดินถล่มที่ตุรกีและอิหร่าน แผ่นดินไหวที่ปากีสถาน เป็นต้น
- เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ยังผลทำให้เกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือบริเวณที่มีรอยแยกเดิมของเปลือกโลกอยู่แล้ว เช่น พื้นที่ทางยุโรปตะวันออก ในประเทศสหรัฐฯ พื้นที่ทางตะวันตกของทวีเอเชีย จะเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้งขึ้น ทำให้แหล่งทรัพยากรของโลกเปลี่ยนแปลงไป และทำให้ประเทศมหาอำนาจมุ่งยึดครองพื้นที่ที่มีความมั่งคั่งของโลก เช่น แหล่งผลิตน้ำมันดิบที่สำรวจพบใหม่ในเวียดนาม ในกัมพูชา และในแดง แหล่งผลิตอาหาร เป็นต้น
- เกิดการระบาดของเชื้อโรคชนิดใหม่ เช่น โรคซาร์ซ โรคไข้หวัดนก เป็นต้น เชื้อโรคดังกล่าวจะมีทั้งเชื้อโรคที่เกิดขึ้นจากการวิจัยพัฒนาของมนุษย์แล้วได้มีการพัฒนาการต่อไปเอง ในสภาวะแวดล้อมที่มีความเหมาะสม และเชื้อโรคที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จากเอกสารวิจัยหลายฉบับ เช่น Emerging Viruses - AIDS and Ebola: Dr. Leonard Horowitz, Emerging Viruses: AIDS & Ebola—Nature, Accident or Intentional? SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome):A Great Global SCAM รวมทั้งนักศึกษาวิชาการทางทหารในสายอดีตสหภาพโซเวียตให้ข้อมูลตรงกันว่า ประเทศมหาอำนาจมีแหล่งวิจัยและผลิตเชื้อโรคต่าง ๆ มากมายหลายชนิดที่เตรียมไว้เพื่อทำสงครามชีวะ และแต่ละประเทศ ก็ยังคงมีการพัฒนาเชื้อโรคต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการที่จะใช้ทำสงครามในยุคสมัยที่เหมาะสมต่อไป
- เกิดสภาวะโลกร้อน เมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้นผลกระทบอื่น ๆ ก็ตามมาเช่นช่วยเสริมให้ปรากฏการณ์ เอล นีโน่ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีการจำกัดหรือลดการทำลายความสมดุลธรรมชาติของโลก ปรากฏการณ์เรือนกระจกก็จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมของโลกและถูกพัฒนาเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติของมนุษยชาติอย่างร้ายแรง เช่น เกิดภัยแล้ง เกิดฝนตกหนัก เกิดลมพายุที่รุนแรงขึ้น สร้างความเสียหายให้กับพืชผลและทรัพย์สินรวมทั้งชีวิตมนุษย์ ดังที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ

Thursday, May 31, 2007

วันพิพากษา - The judgement day

วันที่ ๓๐ พ.ค.๕๐ ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป้ฯวันสำคัญของระบอบการเมืองขิงประเทศไทยเลยที่เดียว นั้นคือการพิพากษาสองพรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ผลที่ออกมาทุกท่านคงพอทราบไว้แล้วนะครับ ผมคงไม่พูดถึงรายละเอียด แต่ผมชอบคำคมที่ออกมาก่อนห้วงเวลาที่จะถึงวันตัดสิน เช่น โฆษก คมช. ที่พูดว่า "ประเทศชาติ ไม่ใช่ศาลาเฉลิมกรุง" เป็นคำคมประจำสัปดาห์เลยที่เดียวครับ อีกท่านที่ผมชอบก้คือท่านประธานศาลตุลาการ ที่พูดว่า "คนตายได้ แต่ประเทศชาติตายไม่ได้" ทำให้มีความรู้สึกว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังรักชาติบ้านเมือง และหวังจะได้เห็นประเทศชาติจะสงบสุขในเร็ววันครับ
ผมก็หวังเช่นกัยว่าการพิพากษาครั้งนี้ จะเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญให้กับระบอบการเมืองการปกครองของไทยในอนาคตครับ

Wednesday, January 03, 2007

แนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันลูก

๑. ส่งเสริมการออม
๒. สร้างประสิทธิภาพการเรียนรู้
๓. สร้างคุณธรรม/จริยธรรมให้เกิด

Friday, September 29, 2006

Well-Proven or War-Proven


Well-Proven คำนี้ เราเคยได้ยินกันมามาก เนื่องจากเวลาจะจัดหายุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ มักจะต้องได้ยินว่าต้อง Well-Proven นะครับ เช่นกันการจัดหาเรือรบก็เช่นกัน ปกติแล้วกองทัพเรือจะมียุทธศาสตร์ใน ๑๐ ปีข้างหน้า เพื่อนำมากำหนดกำลังรบให้สามารถปฏิบัติงานสนองตอบต่อยุทธศาสตร์ที่วางไว้ได้ ดังนั้น การจัดหาเรือรบก็ได้มีการกำหนดความต้องการหรือ Specifications เช่นกัน ดังนั้น เรือรบที่ต้องการจึงมักจะต้องได้รับการทดสอบและทดลองใช้เป็นอย่างดี เราจึงเรียกว่า Well-Proven
แต่คำว่า War-Proven มักจะได้ยินกันพูดกันเล่น ๆ ว่า Well-Proven คงไม่พอ หากได้ War-Proven ละก็ยิ่งดีใหญ่เลย เพราะว่าเรือรบที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติแล้วอาจจะยังไม่พอ หากได้เรือรบที่ผ่านการทดสอบในสนามรบจริง ๆ แล้ว ก็จะเป็นเรือรบที่ผ่านการการรันตีอย่างแน่นอนว่า "รบได้" ดังนั้น เรือรบที่ได้รับการยอมรับว่า War-Proven จึงเป็นคำที่กล่าวได้ว่าน่าจะต้องนำมาพิจารณากับการจัดหาเรือรบหรือยุทโปกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

Thursday, September 28, 2006

การจัดระเบียบเรือตามลำแม่น้ำโขง



จากการเปลี่ยนชื่อหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง (นปข.) มาเป็น หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ทำให้มีการปรับเปลี่ยนภารกิจและบทบาทใหม่ด้วย โดยภารกิจเดิมมุ่งเน้นการป้องกันการแทรกซึม ซึ่งเป็นกิจในการป้องกันประเทศเป็นหลัก มาเป็นภารกิจใหม่ที่ได้รับ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามลำแม่น้ำโขง ในฐานะเจ้าพนักงาน ที่กฎหมายมอบอำนาจหน้าที่ให้ ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ ศตส.อำเภอ ศตส.จังหวัด ศตส.กองทัพภาคที่ ๒ จนถึงระดับ ศตส.กองทัพไทย อีกทั้งยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ปราบปราม และสกัดกั้นยาเสพติดตามนโยบายของผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพเรือ (ศ.ปป.ส.ทร.) ซึ่ง นรข. ในฐานะเป็นศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นรข. (ศ.ปป.ส.นรข.) ทำให้ นรข. ต้องคิดโครงการที่สามารถจะมาสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวได้

ประกอบกับสภาพในปัจจุบันที่มีการใช้ประโยชน์จากลำแม่น้ำโขงของราษฎรทั้งสองฝั่งมากขึ้น ทำให้ปริมาณเรือที่มีใช้งานในลำแม่น้ำโขงของทั้งสองประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ขาดการควบคุมที่รัดกุม หรือ ขาดการกำหนดระเบียบ/มาตรการในการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพและเป็นแบบอย่างเดียวกัน ซึ่งส่งผลในเรื่องการรักษาความมั่นคงของชาติตามแนวชายแดน อันได้แก่ การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย และการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีต่าง ๆ ทั้งนี้ หากปริมาณจำนวนเรือและการใช้เรือในลำแม่น้ำโขงของราษฎรทั้งสองฝั่งไทย – สปป.ลาว มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การปฏิบัติด้านการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบ จะกระทำได้ยากลำบากมากขึ้น ทำให้โครงการจัดระเบียบเรือตามลำแม่น้ำโขงของ นรข. จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
๑. เพื่อให้การป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ต่าง ๆ ในลำแม่น้ำโขงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและง่ายต่อการติดตามขยายผลในการดำเนินการตามกฎหมาย
๒. เพื่อให้การรักษาความมั่นคงภายใน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
๓. เพื่อเสริมการปฏิบัติในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนในพื้นที่
๔. เพื่อให้การพิสูจน์ทราบฝ่ายเรือในลำแม่น้ำโขงง่ายต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
ในปีงบประมาณ ๒๕๔๗ โดยในขั้นต้น ไม่มีงบประมาณสนับสนุน นรข. จึงได้พยายามหางบประมาณมาดำเนินการเป็นการภายใน ด้วยการจัดให้มีการจัดตั้งหมู่บ้านตัวอย่างการจัดระเบียบเรือขึ้น เพื่อเป็นหมู่บ้านนำร่อง (PILOT PROJECT) โดยจัดตั้ง ๓ หมู่บ้านตัวอย่าง ขึ้นที่ บ.สีกายใต้ (TE ๖๑๘๘๒) ต.สีกาย อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย บ.หลักศิลาเหนือ (VD ๗๐๕๘๐๔) ม.๔ ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และ บ.บุ่งซวย (WC ๑๑๘๗๘๐) ม.๒ ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
แนวทางการดำเนินงาน
จัดตั้งเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง ๑ หมู่บ้าน/๑ ศูนย์อำนวยการเขต ฯ (เว้น นรข.เขตเชียงราย) อยู่ในการกำกับดูแลของ ศูนย์อำนวยการทั่วไป โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนาคณะทำงานจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง/แกนนำหมู่บ้านตัวอย่าง เข้าดำเนินการจัดตั้งหมู่บ้านตัวอย่างและประกาศเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการ ๕ ขั้นตอน ดังนี้
๑) ขั้นตอนที่ ๑ ศึกษาผลกระทบต่อวิถีชีวิตของราษฎรที่อาศัยตามลำแม่น้ำโขง และรวบรวมสรุปผลการศึกษา
๒) ขั้นตอนที่ ๒ ดำเนินการสำรวจข้อมูลเรือของราษฎรไทยตามลำแม่น้ำโขง เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลเรือ เพื่อนำมากำหนดหมายเลขควบคุมเรือ และดำเนินการจัดตั้งระบบเครือข่ายฐานข้อมูล
๓) ขั้นตอนที่ ๓ ออกบัตรข้อมูลประจำเรือชั่วคราว สำรวจข้อมูลเพิ่มเติมและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องทันสมัย คัดเลือกและรวบรวมข้อมูลหมู่บ้านเป้าหมาย โดยดำเนินการดังนี้
ก) ออกบัตรข้อมูลเรือชั่วคราวแจกจ่ายให้ราษฎร และประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจในความจำเป็นที่ทางราชการต้องดำเนินการจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง โดยมุ่งเน้นให้ราษฎรเห็นถึงผลประโยชน์ทางตรงที่ราษฎรจะได้รับหลังจากการจัดระเบียบเรือเรียบร้อยแล้ว
(๑) ออกหมายเลขควบคุมประจำเรือ และรณรงค์ให้ราษฎรติดที่บริเวณหัวเรือ และจัดทำบัตรข้อมูลเรือชั่วคราวแจกจ่ายให้กับราษฎร
(๒) สำรวจเก็บข้อมูลที่ตกค้าง และปรับปรุงแก้ไขข้อมูลเดิมให้ถูกต้องสมบูรณ์
(๓) ทดลองการใช้งานระบบเครือข่ายฐานข้อมูล
ข) รวบรวมข้อมูลความพร้อมและคัดเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย
(๑) รวบรวมข้อมูลความพร้อมของหมู่บ้านเป้าหมายที่จะดำเนินการ
- ความพร้อมในการให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลแก่ทางราชการอย่างพร้อมเพียง
- รวบรวมข้อมูลทางภูมิประเทศ เช่น ลักษณะลำน้ำ ช่องทางเข้าออกทางน้ำ เป็นต้น
- จัดทำผังบริเวณขอบเขตของพื้นที่ดำเนินโครงการ
- รวบรวมการกระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้แม่น้ำโขง
- รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการนำมาพิจารณากำหนดพื้นที่ห้ามเข้า ห้ามผ่าน หรือห้ามจอดเรือในลำแม่น้ำโขง
- กำหนดตำบลที่ เป็นจุดจอดเรือประจำหมู่บ้าน
- วิเคราะห์ข้อมูลทางด้านจิตวิทยาว่าราษฎรจะให้ความร่วมมือสำเร็จได้เพียงใด หากมีค่าความสำเร็จที่ต่ำต้องหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจ
(๒) การคัดเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย
- ควรเป็นหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งเป็นชุมชนเข้มแข็งมาแล้ว ซึ่งจะเป็นโครงการของหน่วยงานใดก็ได้ หรือเป็นหมู่บ้านที่กำลังดำเนินการจัดตั้งเป็นชุมชนเข้มแข็งมาแล้ว และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ
- เป็นหมู่บ้านที่มีความสามัคคีสูง มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยมีการจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วเพื่อประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งหากมีการตั้งกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับการใช้แม่น้ำโขงอยู่แล้วก็จะเป็นการดี เช่น กลุ่มประมง กลุ่มเรือรับจ้าง กลุ่มทำการเกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นต้น
- ควรเป็นหมู่บ้านที่มีคณะกรรมการหมู่บ้านกลาง
- ผู้นำชุมชนเป็นที่เชื่อถือของราษฎรในหมู่บ้าน และเต็มใจที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการ
๔) ขั้นตอนที่ ๔ การจัดตั้งหมู่บ้านจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง
ก) การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าดำเนินการ
(๑) ประสาน ทภ.๒ และ/หรือ จังหวัด ในการสั่งการให้หน่วยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมดำเนินการจัดหมู่บ้านจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง
(๒) ประสานหน่วยราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องตามสั่งการของ ทภ.๒ และ/หรือจังหวัด โดยให้มีการประชุมซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินการ และให้การสนับสนุนการดำเนินการของศูนย์อำนวยการเขต
(๓) ประสานขอวิทยากรจากหน่วยงานที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบความสำเร็จในการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน มาร่วมเป็นเจ้าหน้าที่โครงการหรือที่ปรึกษาเฉพาะด้าน
(๔) ประสานผู้นำชุมชน และกรรมการ/กลุ่มแกนนำชุมชน ในการที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการ พร้อมกับการสร้างความเข้าใจในระดับผู้นำชุมชนก่อน เพื่อให้เกิดความร่วมมือ และชักนำชุมชน
(๕) จัดการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับแกนนำชุมชน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจการดำเนินการ โดยเฉพาะประโยชน์ที่ประเทศชาติและชุมชนจะได้รับ
ข) จัดตั้งหมู่บ้านจัดระเบียบในลำแม่น้ำโขง
(๑) จัดตั้งกลุ่มราษฎรในชุมชนเป็นแกนนำในการดำเนินการโดยอยู่ในความควบคุม และคำแนะนำของศูนย์อำนวยการเขตที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของทางราชการ
(๒) จัดให้มีการอบรมให้กับกลุ่มราษฎรที่ใช้ประโยชน์จากลำแม่น้ำโขง ได้เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และชุมชนที่ได้ดำเนินการแล้วสมบูรณ์
(๓) จัดการประชุมระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแกนนำชุมชน ในการจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง โดยจุดประสงค์ของการประชุมต้องการให้เกิดประชามติในการกำหนดจุดจอดเรือประจำหมู่บ้าน กำหนดพื้นที่ห้ามเข้า ห้ามผ่าน หรือห้ามจอดเรือในลำแม่น้ำโขง
(๔) จัดการประชุมเพื่อหาประชามติ ที่จะออกเป็นกฎการใช้แม่น้ำโขงของชุมชนนั้น เช่น ห้วงเวลา กฎ/ระเบียบ และมาตรการที่จะบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การกำหนดจุดจอดเรือประจำหมู่บ้าน กำหนดพื้นที่ห้ามเข้า ห้ามผ่าน หรือห้ามจอดเรือในลำแม่น้ำโขงมีผลเป็นรูปธรรม
(๕) เสริมสร้างความสะดวก และความมั่นใจในความปลอดภัยในการการใช้ประโยชน์ในลำแม่น้ำโขงให้กับราษฎรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราษฎรไทยต้องไม่มีความรู้สึกว่าเสียเปรียบราษฎรของประเทศเพื่อนบ้านในการใช้ประโยชน์ในลำแม่น้ำโขง เนื่องจากเป็นผลกระทบมาจากการดำเนินการจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง
(๖) ตรวจสอบความพร้อมที่จะประกาศเป็นหมู่บ้านจัดระเบียบในลำแม่น้ำโขง โดยมี องค์ประกอบดังนี้
- มีประชามติที่ประกาศเป็นกฎการใช้แม่น้ำโขงแล้วโดยเป็นที่ยอมรับของราษฎรในชุมชน
- มีการกำหนดจุดจอดเรือประจำหมู่บ้าน กำหนดพื้นที่ห้ามเข้า ห้ามผ่าน หรือห้ามจอดเรือในลำแม่น้ำโขงแล้ว และจัดทำป้ายต่าง ๆ ติดตั้งในตำบลที่แล้ว
- มีการติดหมายเลขควบคุมเรือตามเรือต่าง ๆ และเก็บในระบบฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
- สรุปปัญหาข้อขัดข้อง แล้วระดมความคิดหาแนวทางการแก้ปัญหาและเข้าดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จโดยทันที
๕) ขั้นตอนที่ ๕ ประกาศเป็นหมู่บ้านจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง และติดตามผลพร้อมกับการเสริมสร้างให้เกิดความยั่งยืน
ก) จัดให้มีการประกาศ และเปิดป้ายอย่างเป็นทางการ ทุกหน่วยงานราชการในท้องที่ต้องให้ความยอมรับและเชื่อถือในความเป็นหมู่บ้านจัดระเบียบเรือในลำแม่น้ำโขง ด้วยการอำนวยความสะดวก และดูแลสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้จากการใช้ประโยชน์ในลำแม่น้ำโขงของราษฎร ในชุมชนนั้นเป็นพิเศษ ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่กำหนด และสิทธิของราษฎรไทยตามรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็นผลทางด้านจิตวิทยาชุมชน ทำให้เกิดแรงจูงใจให้หมู่บ้านอื่น ๆ เกิดความต้องการที่จะเข้าร่วมในการดำเนินการจัดระเบียบเรือด้วยความเต็มใจ
ข) ติดตามผลพร้อมกับการเสริมสร้างให้เกิดความยั่งยืน โดยการจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปรวบรวมปัญหาและช่วยแก้ปัญหา

“โง่ เลว จน เจ็บ”

จุดแข็งประเทศไทย 1. ที่ตั้ง จะว่าอยู่ใจกลางโลกก็ว่าได้ เพราะรอบข้างมีแต่ประเทศที่มีประชากรมาก เช่น อินเดีย 1,200 ล้านคน จีน 1,400 ล้านคน ญ...